Blog » Game reviews

STORY
Tales of Xillia เริ่มต้นเรื่องราวในโลกของ リーゼ・マクシア (รีเซ แมกเซีย) ซึ่งผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกันกับภูตในความสัมพันธ์แบบอาศัยเกื้อกูลกัน โดยมีเจ้าแห่งภูต マクスウェル (แมกซ์เวล) คอยปกป้องและเฝ้าดูแลความเป็นไปทุกชีวิต
เมื่อเริ่มต้นเกม ผู้เล่นจะได้เลือกว่าต้องการจะรับรู้เรื่องราวผ่านมุมมองของใคร ระหว่าง ジュード・マティス (จู๊ด มาทิิส) เด็กหนุ่มวัย 15 ปีซึ่งกำลังศึกษาเพื่อเป็นแพทย์ หรือ ミラ = マクスウェル (มิล่า แมกซ์เวล) หญิงสาวผู้อ้างตนว่าเป็นเจ้าแห่งภูต แมกซ์เวล

ทั้งสองคนจะมีการเดินทางที่เหมือนๆกัน โดยจะมีจุดต่างกันบ้างในบางช่วง เช่นหากเลือกตัวละครหลักเป็นจู๊ด ก็จะได้เห็นเนื้อเรื่องในช่วงต้นเกมของเขา แต่ถ้าเลือกเป็นมิล่า ก็จะตัดไปที่ช่วงที่จู๊ดเจอเธอเลย เช่นเดียวกัน เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป ผู้เล่นก็จะได้เห็นเหตุการณ์ในบางจุดผ่านสายตาตัวละครที่เลือก ในบางช่วงก็จะได้เห็นเรื่องราวที่จะเห็นได้เฉพาะเมื่อเลือกตัวนั้นๆเป็นตัวหลัก ดังนั้นหากต้องการเล่นให้เข้าใจทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็จะต้องเล่นอย่างน้อยสองรอบด้วยตัวะครหลักที่แตกต่างกัน

สำหรับเนื้อเรื่องโดยทั่วๆไปของ Tales of Xillia ก็ยังมาในแนวอารมณ์ของ Tales of เช่นเคย คือมาในแนวอบอุ่นๆสนุกสนานๆ จนไปถึงกลางเกมที่จะเริ่มเข้าดราม่า และไปถึงจุดพีคแรงๆช่วงก่อนท้ายเกม ก่อนจะซาลงไปจนจบเกมที่อารมณ์พีคหมดไปก่อนหน้านั้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรูปแบบนี้จะเห็นมากันตลอด และเริ่มเห็นชัดตั้งแต่หลัง Tales of the Abyss เป็นต้นมา ที่พอถึงช่วงท้ายเกมแล้วจะไม่รู้สึกว่านี่เป็น "อันตรายระดับโลก" ซักเท่าไหร่นัก
แต่ก็ยังโชคดี ที่งานอนิเมชั่นของ UFOtable เข้ามาช่วยเสริมไว้อย่างแรก ซึ่งในบางช่วงนั้นมีอนิเมชั่นเยอะมากถึงขั้นนั่งคิดว่า "อนิเมอีกแล้วเรอะ"

นอกจากนั้นแล้ว ระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไป จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นไอหลายๆอย่างที่เคยเห็นกันมาแล้วจากภาคที่ผ่านๆมา ซึ่งเพราะ Tales of Xillia เป็นภาคฉลอง 15 ปีด้วยหรือเปล่า องค์ประกอบของเนื้อเรื่องหลายๆอย่างจึงคลับคล้ายคลับคลากับของเดิมมาก
ข้อดี:
- มีตัวละครให้เลือกเล่นสองคน ทำให้ในการเล่นรอบแรกจะสงสัยว่าในช่วงเวลาเดียวกัน อีกคนหนึ่งไปทำอะไรอยู่
ข้อเสีย:
- ถ้าเล่นแบบรอบเดียวเลิก จะไม่เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมด เพราะเนื้อเรื่องของอีกฝั่งจะมีจุดที่เข้ามาเสริมเนื้อเรื่องรวมเยอะมาก รวมถึงซับอีเวนท์ต่างๆมากมาย
- ถ้าเป็นคนเล่นแบบเน้นเนื้อเรื่องดีๆ คงจะไม่ชอบเนื้อเรื่องในแนวนี้มากนัก เพราะออกแนวที่ฝรั่งชอบเรียกกันว่า cliche ตามสไตล์เทลส์จริงๆ
- แต่ปกติคนเล่นเทลส์ก็ไม่ได้นิยมเพราะเนื้อเรื่องดีเลิศรางวัลออสการ์นี่นะ *-*!
- แจกบทให้ตัวละครหลายๆตัวน้อยไปหน่อย ออกแบบมาไม่คุ้มงาน
GRAPHIC
ในภาคนี้นั้นได้นำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนา Tales of Vesperia และ Tales of Graces เข้ามารวมไว้ด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่ได้ก็คือภาพในแบบ 3D ที่สวยงาม ซึ่งหลายๆที่นั้นแทบจะถอดแบบออกมาจากภาพอาร์ทเวิร์กที่ออกมาก่อนที่จะเปิดเผยตัวเกม เช่นเมืองแห่งรัตติกาลอย่าง イル・ファン ที่เป็นเมืองแรกที่ได้พบในเกม ซึ่งทำออกมาได้อย่างสวยงามมาก


นอกจากนั้น แทนที่จะเป็นการใช้มุมกล้องแบบ Bird Eyes View มองลงมาจากข้างบน หรือแบบกำหนดมุมกล้องแบบตายตัวไว้ตามที่ต่างๆ Tales of Xillia นั้นให้ผู้เล่นหมุนมุมกล้องในฉากเดินได้โดยอิสระ 360 องศา รวมถึงหมุนขึ้นหมุนลงอีกราวๅ 90 องศา เพื่อค้นหาเส้นทางและสิ่งต่างๆที่อยูในสถานที่นั้นๆ และด้วยระบบนี้เอง ทำให้แผนที่โลกในภาคนี้นั้นกลับกลายมาเป็นเหมือนกับด่านย่อยๆด่านหนึ่งๆเลยทีเดียว


โมเดลของตัวละครนั้นจะทำออกมาด้วยสััดส่วนสมจริง รวมถึงสัดส่วนเมื่อเทียบกับวัตถุต่างๆที่ทำออกมาให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ได้เป็นสัดส่วนแบบย่ออย่าง Tales of Vesperia หรือ Tales of Graces ทำให้ในทุกฉากที่ออกมานั้น สเกลของตัวละครจะเล็กมากเมื่อเทียบกับตึกอาคารต่างๆ รวมถึงการควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวละครด้วยการใช้ Motion Capture เพื่อกำกับการเคลื่อนไหวต่างๆให้ออกมานุ่มนวลสมจริง
ข้อดี:
- กราฟฟิกนั้นก้าวกระโดดขึ้นมาจากภาคที่แล้วๆมามาก รวมถึงการหมุนมุมกล้องแบบอิสระที่ช่วยให้ตัวเกมมีความแปลกใหม่มากขึ้น
ข้อเสีย: ถึงจะบอกว่าก้าวกระโดด แต่ไม่ใช่ว่าจะงามเลิศทะลุฟ้าเมื่อเทียบกับมาตรฐานเกมในยุคน
- โมเดลตัวละครที่คงต้องปรับปรุงเพิ่มอีกหน่อย โดยเฉพาะบรรดา NPC ที่นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันเยอะแล้ว ยังจืดชืดซะไม่มี
- โมชั่นของตัวละครถึงจะใช้ Motion Capture ช่วยได้ แต่สิ่งอื่นๆ (เช่นการเคลื่อนไหนของผม,เสื้อผ้าหรืออื่นๆ) ก็ยังคงปลิวไปปลิวมาอยู่นั่นล่ะ
- ระบบหมุนมุมกล้องอิสระที่แอบกลับมาแทงข้างหลัง เพราะว่ามุมหลักๆที่ใช้นั้นอย่างไรก็ต้องเป็นมองจากข้างหลัง (เมื่อเดินไปข้างหน้าง่ายๆ) ทำให้ฉากส่วนมากรู้สึกซ้ำๆ เช่นแผนที่โลกจะให้ความรู้สึกว่าเหมือนกันไปซะหมด คือเริ่มด้วยทางเข้าออกแคบๆล้อมด้วยภูเขา ออกไปเป็นลานกว้าง มีสูงๆต่ำๆให้ปีนนิดหน่อย ทำให้เล่นๆไปแล้วจะเกิดอาการเบื่อแผนที่โลกบ้าง ก็น่าสนใจว่าถ้าหมุนมุมกล้องไม่ได้แล้ว จะให้ความรู้สึกแบบนี้อีกหรือเปล่า?
SYSTEM
Tales of Xillia มีระบบต่างๆอยู่ไม่มากนักหากเทียบกับภาคที่ผ่านๆมา รวมถึงความซับซ้อนของระบบที่อยู่ในระดับตรงไปตรงมา ไม่่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากนัก ซึ่งเหมือนจะทำระบบมาาเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ซะมาก เน้นระบบให้ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก
ระบบสกิลและการพัฒนาตัวละคร
ในการพัฒนาตัวละครนั้นทำได้โดยการใช้งานระบบ リリアルオーブ (ลิลิอัลออร์ป) ซึ่งจะประกอบไปด้วยโนดและเส้นที่เชื่อมกันเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นจะมีหกด้าน ซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกเปิดโนดต่างๆของแต่ละตัวละคร เพื่อเพิ่มความสามารถในด้านต่างๆหกด้าน รวมถึง HP/TP/SP รวมเป็นเก้าด้าน

เมื่อเปิดโนดเหล่านั้นและทำให้เกิดเป็นวงสี่เหลี่ยมล้อมบริเวณหนึ่งๆได้ ก็จะเป็นการเปิดความสามารถใหม่ๆ หรือท่าไม้ตายและเวทย์มนต์ใหม่ๆให้กับตีวละครแต่ละตัว และเมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆและทำเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ลิลิอัลออร์ปของคนนั้นก็จะขยายขึ้น เกิดเป็นชั้นใหม่พร้อมสกิลใหม่ๆมารอการพัฒนาต่อไป
ในส่วนของระบบสกิลนั้นจะใช้ค่า SP เพื่อติดตั้งสกิลที่ได้จากการพัฒนาลิลิอัลออร์ป เช่นเพิ่มความต้านทาน 30%, เพิ่มอัตราการได้ไอเทมจากการต่อสู้ และอื่นๆ
ข้อดี:
- ให้อิสระกับคนเล่นว่าจะอยากให้ตัวละครหนึ่งๆเก่งด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า รวมถึงเลือกได้ว่าอยากได้สกิลหรือท่าไหนเป็นพิเศษก่อนสิ่งอื่นๆ
ข้อเสีย:
- จะว่าอิสระนั้นก็ไม่เชิงอิสระซะหมด เพราะการจะทำให้ลิลิอัลออร์ปเติบโตนั้นทำโดยการเปิดด้านนอกสุดของออร์ปเป็นจำนวน 3 ด้าน ซึ่งหนึ่งในสามด้านนั้นจะมีด้านหนึ่งบังคับว่า "ต้องเปิดด้านนี้"ยิ่งไปกว่านั้น ตัวที่บังคับว่า "ต้องเปิดด้านนี้" ที่ว่า ในช่วงแรกๆกลับเหมือนกันซะเกือบทุกคน ทำให้ต้องมาอัพในสายนั้นๆแม้จะไม่รู้สึกว่าอยากได้เท่าไหร่ก็ตาม
- - ไม่ได้เป้นข้อเสียที่ตัวระบบโดยตรง แต่เป็นผลกระทบจากที่ระบบลิลิอัลออร์ปนั้นใช้ค่าที่ได้จากการเลเวลอัพ ทำให้กลายเป็นการล็อกไปในตัวว่า "ถ้าถึงเลเวลสูงสุดแล้ว น่าจะต้องเปิดทุกอย่างในออร์ปได้หมดพอดี" ทำให้เลเวลสูงสุดในภาคนี้ลดลงมาเหลือ 99 และชิ่งไปโดนอีกหลายๆอย่าง
ระบบการพัฒนาร้านค้า (Shop Build)
แทนที่จะเป็นระบบการรวบรวมไอเทมที่ระบุไว้แล้วนำมาสร้างเป็นไอเทมใหม่ (ToV) หรือการสะสมสแตมป์ด้วยการซื้อขายของในร้าน (ToG) Tales of Xillia นำบางจุดของทั้งสองระบบมาผสมกัน ได้เป็นระบบ Shop Build ที่ผู้เล่นต้องสะสมวัตถุดิบต่างๆเพื่อมามอบให้ร้านค้าแต่ละประเภท เมื่อส่งมอบให้ถึงระดับหนึ่งๆ ร้านนั้นๆก็จะมีของใหม่ๆเข้ามาขาย หรือลดราคาของเดิมๆ

ร้านค้านั้นมีทั้งหมด 5 ประเภท และการพัฒนาร้านนั้นจะส่งผลไปยังร้านที่อยู่ ณ สถานที่อื่นๆด้วย จึงไม่จำเป็นต้องสะสมของไว้เพื่อนำไปอัพเกรดร้านที่ดีที่สุดเพียงร้านเดียว ซึ่งการส่งวัตถุดิบนั้นก็แล้วแต่ผุ้เล่น ว่าจะให้ของแบบตามใจฉัน หรือเลือกจะให้ของที่มีค่าโบนัสให้ในตอนนั้นๆเพื่อหวังคะแนนสะสมสูงสุด

ข้อดี
- พัฒนาร้านง่าย ไม่จำเป็นต้องไปหาวัตถุดิบพิเศษที่คนเล่นก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน
- วัตถุดิบหาง่าย ยิ่งพอได้เพื่อนร่วมทีมที่มีสกิลเพิ่มโอกาสได้ไอเทมแล้วก็ยิ่งง่าย
- เมื่อพัฒนาง่าย ก็ทำให้ได้ไอเทมดีๆมาง่าย และยเป็นภาคแรกที่สามารถหาซื้เอริกซิล หรือสมุนไพรต่างๆได้ตามร้านค้า
ข้อเสีย
- เพราะพัฒนาร้านง่าย ได้ไอเทมง่าย ดังนั้นหากใครขยันหาวัตถุดิบหน่อย ก็จะได้ไอเทมระดับสูงง่าย ทำให้ตัวเกมที่ถ้าเล่นแบบ Normal ก็ง่ายอยู่แล้ว จะยิ่งง่ายขึ้นไปอีกจนแทบจะง่ายเกินไป
- เพราะตัวเกมง่าย ทำให้การไปเสี่ยงเดินในที่ๆให้ Exp สูงๆ เงินสูงๆ วัตถุดิบดีๆสามารถทำได้ง่ายขึ้น (ย้อนกลับไปอ่านข้อแรก แล้วก็จะวนไปวนมาอยู่สองข้อ)
- ความสนุกสนานจากการเปิดหีบสมบัติได้อาวุธหรือชุดเกราะดีๆหายไปเกือบหมด เพราะสิ่งที่ได้จากหีบ/ถุงต่างๆ จะเป็นไอเทมใช้งานหรือวุตถุดิบซะ 95% มีเป็นอาวุธชุดเกราะหรือเครื่องประดับน้อยมาก
ระบบ Link และ Link Artes
ต่างจากภาคก่อนๆที่จะเน้นการควบคุมตัวหลักหนึ่งคน และปล่อยให้ AI ทำตามแผนไป Tales of Xillia จะเน้นการลิงก์กันระหว่างตัวละคร เพื่อใช้ความสามารถต่างๆของอีกฝ่ายให้เป็นประโยชน์ในการต่อสู้ เช่นเมื่อเจอศัตรูที่ป้องกันแน่นหนา ก็ลิงก์กับอิลวินเพื่อทำลายการ์ด หรือลิงก์กับเลาเมื่อเห็นว่าศัตรูมีไอเทมดีๆที่น่าขโมย

ระบบลิงก์นี้ถือเป็นหัวใจหลักของภาค นั่นเพราะว่าการลิงก์นั้นนอกจากคู่ลิงกฺ์จะช่วยสนับสนุนการต่อสู้แล้ว ทั้งสองคนก็จะได้ลิงก์สกิลจองอีกฝ่ายเพื่อเพิ่มความสามารถของตนเองด้วยเช่นกัน เช่นเพิ่มความต้านทานธาตุต่างๆ เพิ่มพลังโจมตี เพิ่มพลังเวทย์ ฟื้น HP เมื่อโดนโจมตี และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งถ้าเล่นโดยปกติแบบไม่ลิงก์แล้ว ค่าพลังของแต่ละคนก็จะต่ำลงมาก และไม่พอมือพอตีนเหล่าบอสเท่าไหร่

เมื่อใช่ระบบลิงก์และเข้าโจมตีศัตรู ลิงก์เกจก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อถึงระดับหนึ่ง คู่ลิงก์ทั้งสองคนก็จะสามารถใช้ท่าไม้ตายสาน (Link Artes) ออกมาได้

Link Artes นั้นเป็นคอนเซปต์ที่เคยมีมาครั้ง Tales of Eternia และ Tales of Symphonia แต่ในครั้งของสองเกมนั้นมีเงื่อนไขที่ยากกว่า และมีโอกาสใช้งานน้อยกว่า รวมถึงความรุนแรงนั้นก็ไม่ได้มากมายคุ้มค่ากับการใช้งานนัก ซึ่ง Tales of Xillia ก็ได้แก้ปัญาหาเหล่านั้นโดยให้มีโอกาสใช้ท่าผสานบ่อยครั้งขึ้น รวมถึงความรุนแรงที่สูงกว่าการโจมตีปกติมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้า Overlimits ก็จะสามารถใช้ Link Artes แบบต่อเนื่องเป็น Link Artes Chains ได้ได้เรื่อยๆจนกว่าจะหมดช่วง Overlimits ซึ่งหากเลือกท่าดีๆ สลับคู่ลิงก์ไปจนครบ ก็อาจยืดช่วงเวลา Overlimits ไปได้เกือบ 20 วินาทีเลยทีเดียว
ข้อดี:
- ระบบแปลกใหม่ และเพิ่มความสนุกสนานในการต่อสู้ได้มาก ถือเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งที่ทำให้เวลาต่อสู้ไม่น่าเบื่อ
- ท่าผสาน รุนแรงและสวยงาม จนแทบจะลืมท่าฮิโอกิ (ซึ่งภาคนี้ทำมาไม่ดีนัก) ไปเลย
- ความหลากหลายในการเลือกคู่ลิงก์ตามสถานการณ์ ยิ่งรวมเข้ากับการเปลี่ยนตัวละครเข้าออกตามใจชอบในฉากสู้ ก็ช่วยให้การต่อสู้ง่ายขึ้นเยอะ
ข้อเสีย:
- เมื่อลิงก์แล้วก็เท่ากับคู่ลิงก์จะคอยช่วยเหลือตัวหลัก ทำให้ในบางครั้งจะเสียกำลังรบไปบ้าง เช่นแทนที่จะมีคนคอยค่ายเวทย์สองคน ก็จะเหลือคนเดียวแทน เพราะพออีกคนมาเป็นคู่ลิงก์แล้ว ก็จะเน้นการกระทำไปที่การสนับสนุนมากกว่า (จะว่าเป็นข้อเสียก็ไม่เชิง)
- ตัวระบบท่าผสานนั้นไม่มีจุดเสียของมันเอง (อาจมีข้อด้อยบ้างก็แค่เป็นท่าๆไป) แต่จุดที่แย่หน่อยก็คือจำนวนท่าผสานที่แต่บางคู่มีนั้นน้อย หา่กเป็นคู่หลักอย่าง มิล่า/จู๊ด, มิล่า/เลอา, จู๊ด/เลอา นั้นยังมีท่าให้เลือกใช้เยอะ (เกือบ 30 ท่าสำหรับจู๊ดกับมิล่า) แต่พอเป็นคู่อื่นๆที่ไม่มีตัวละครหลัก เช่น เอริเซ่/เลอา หรือ อัลวิน/โรเอน นั้นจะมีแค่สามสี่ท่าเท่านั้น ยิ่งหากตัดท่าที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ออกไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้ท่าที่ใช้ได้จริงๆเหลือน้อยเข้าไปใหญ่
OTHERS
ในภาคนี้นั้น หลายๆระบบได้รับการปรับปรุงให้มีประโยชน์ต่อการเล่นมากขึ้น ทั้งระบบอาหาร,ระบบฉายา และระบบแชทต่างๆ
ระบบอาหาร
โดยปกติที่ผ่านๆมา ผู้เล่นจะต้องหาซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร รวมถึงต้องหาสูตรอาหารที่กระจายอยู่ที่ต่างๆ ทำให้บางครั้งหลายๆคนเลือกจะมองข้ามตัวระบบนี้ไป และหันไปกระมิดกระเมี้ยนใช้ท่าอย่างจำกัด เพื่อประหยัดพลังและไอเทมไปสู้กับบอสที่รออยู่ข้างหน้า ทำให้ในภาคนี้ระบบการทำอาหารถูกรื้อใหม่ กลายเป็นว่าอาหารนั้นสามารถซื้อได้ที่ภัตตาคารเลยและสามารถเอาไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม แต่มีข้อแม้ว่าซื้อได้แค่ประเภทละ 1 จานเท่านั้น
ดูเผินๆแล้วเหมือนจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่เพราะไม่ต่างจากของเดิม แถมยังซื้อได้จำกัดจำนวน แต่จริงๆแล้วอาหารแต่ละจานก็มีจำนวนครั้งที่สามารถใช้ได้ ตั้งแต่น้อยๆอย่าง 2-3 ครั้ง ไปจนถึงสูงๆอย่าง 10-15 ครั้ง รวมไปถึงความสามารถในการฟื้นฟูที่หลากหลาย เช่นหากเอาสำคัญๆระหว่างการเล่นก็คือฟื้น TP นั้นก็มีให้เลือกตั้งแต่ 25%, 50%, 100% หรือแบบที่ฟื้นทั้ง HP และ TP อีกมากมาย รวมถึงราคาที่ไม่แพงมากนักเนื่องจากสามารถลดราคาขายได้ผ่านระบบ Shop Buid ทำให้ช่วงการเดินทางระหว่างเมืองไปเมือง สามารถใช้สกิลและเวทย์ต่างๆได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะพลังหมดกลางทาง และถึงจะเกิดหลังหมดหลอด ไอเทมก็หมด ก็สามารถกดแผนที่เพื่อกลับเมืองได้ตลอดอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งสบายไปกันใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีอาหารที่ช่วยให้เล่นขึ้นอีก ทั้งเพิ่มค่าประสบการณ์หรือเงินที่มีให้สูงสุดถึง 100% ไปถึงอาหารที่ช่วยเพิ่มค่าพลังให้อีกหลายสิบเปอร์เซนต์ ซึ่งช่วยให้เกมในหลายๆจุดง่ายขึ้นมา รวมถึงตัวระบบนั้นใช้งานง่ายกว่า Eres Pot ของ Tales of Graces ที่ใครมาจับครั้งแรกก็ต้องงงกันหน่อย
ข้อดี:
- ระบบพัฒนาให้ใช้งานง่าย และมีประโยชน์กับการเล่นมาก ทำให้สามารถเข้าฉากสู้ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมามัวเตะๆต่อยๆธรรมดาเพื่อประหยัด TP เทลส์มันต้องสาดท่ากันเข้าไปสิ \[*3*]!!
ข้อเสีย:
- ไม่มี ยกเว้นว่าจะนับจุดที่เกมมันง่ายอยู่แล้ว ตัวระบบนี้ก็ทำให้ง่ายขึ้นไปอีกหน่อย (อาจจะเฉพาะสำหรับผู้เชียวขาญที่รู้สึกว่ามันง่ายยยยยยไปหน่อย)

ระบบฉายาและ Grade
ในภาคที่แล้วๆมา ฉายาจะเป็นส่วนเสริมที่ไม่ค่อยมีความสำคัญสำหรับคนเล่นเกมทั่วไปมากนัก ซึ่งถึงบางอันจะใช้เปลี่ยนชุดได้แล้ว อันอื่นๆก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก ทำให้ใน Tales of Xillia ระบบฉายาได้รับการปรับปรุงให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Grade ที่ผู้เล่่นสามารถใช้เพื่อซื้อโบนัสต่างๆในการเล่นรอบต่อไปได้ ซึ่งตัวฉายานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Trophy ด้วยเช่นกัน โดยรูปแบบการได้ฉายามาก็จะต่างจากภาคที่แล้วๆนิดหน่อย ตรงที่ฉายาจะได้มาผ่านการกระทำต่างๆตามจำนวนที่ระบุ เช่นได้เรียนสกิลจำนวน 10 ท่า, ใช้สกิลพิเศษของตนนั้นๆครบ 45 ครั้ง ไปจนถึงฉายาที่ได้จากการเก็บไอเทมต่างๆ, ฉายาจากการเก็บข้อมูลศัตรู และอีกประเภทหนึ่งที่เป็นส่วนน้อย และได้มาเมื่อพบเหตุการณ์ตามเนื้อเรื่องต่างๆหรือการสู้กับบอสต่างๆ
ด้วยการเปลี่ยนฉายามาเป็น Grade เช่นนี้ ทำให้หากต้องการเล่นแบบได้โบนัส Full Option ก็ต้องทำตามเงื่อนไขต่างๆให้ครบ เลยเป็นการบังคับว่า "จะเล่นแค่ตัวๆเดียวทั้งเกมจนจบ" ไม่ได้ เพราะฉายาหลายๆตัวนั้นต้องไปควบคุมตัวอื่นถึงจะได้ฉายามาง่ายกว่าให้ AI คุมเอง รวมถึงยังคับกลายๆให้ผู้เล่นต้องไปเก็บซับอีเวนท์ในเกม เพื่อให้รู้เนื้อเรื่องของเกมทั้งหมด (ราวๆ 30% ของเนื้อเรื่องทั้งหมดอยู่ในซับอีเวนท์) และทำให้คนเล่นหาวิธีฟาร์มเกรดง่ายๆไม่ได้ จะเอาโบนัสทั้งทีก็ต้องทุ่มทุนสร้างกันหน่อย :3~
ข้อดี:
- ระบบฉายามีความหมายต่อเกมมากขึ้น และสามารถตรวจสอบได้ง่ายว่าต้องทำอะไรบ้างจึงจะได้ฉายามา

ข้อดีด้านอื่นๆ
- ระบบ Face chat ทั้ง Short chat และ Battle Chat ช่วยเสริมอารมณ์ในบางจุดได้บ้าง
- Sub Events และ Events หลักถูกสรุปไว้เป็นระบบ และแสดงให้เห็นหมดว่าต้องไปทำอะไรที่ไหนต่อ ทำให้ติดตามเนื้อเรื่องง่ายขึ้น โดยเฉพาะ Sub events ที่ปกติจะมีหลุดๆงงๆว่าทำอะไรไปถึงไหนแล้ว
- ระบบ Attachment ขั้นเทพ ให้อิสระในการปรับของตกแต่งได้ตามใจฉัน ทั้งเอาแบบเท่ห์ เอาแบบเสื่อม และแบบ 18+...
- ความโหดของ AI ลดลงจาก ToG ถึงแม้จะหลาดไปยืนกลางวงศัตรู ก็ไม่ใช่ว่าจะโดนกัดตายในพริบตา
- อนิเมชั่นขั้นเทพโดยสตูดิโอเทพ คาดว่าคงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของซีรียส์โดยปริยาย กลายเป็นงานหนักของ Bandai Namco หากภาคหลักต่อไปหาค่่ายทำอนิเมระดับนี้มาไม่ได้
- ท่าไม้ตายดูดีมีชาติตระกูลจำนวนเยอะขึ้น
- แม่พระเลอา :3~
ข้อเสียอื่นๆ
- เทียบกับ Tales of Graces แล้ว ความตลกของบทนั้นน้อยกว่ามาก
- เช่นเดียวกับข้างบน ความฮาของบทพูดหลังสู้จบน้อยกว่า Tales of Graces มาก
- ทั้งนี้ทั้งนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะ ToG นั้นเด่นในเรื่องความฮาเป็นพิเศษ หากไม่นับ ToG แล้ว Tales of Xillia ก็คงนับได้ว่าสูงกว่ามาตรฐานในเรื่องบทพูดหลังสู้จบ
- ฮิโอกิไม่อลังการ
- เวทย์อลังการๆน้อยลง ค่อนข้างหนักไปทางนัวเนีบประชิดตัวซะเยอะ
- ตัวเกมง่ายไปหน่อย
- รีไซเคิลมอนสเตอร์มาเยอะเกินงาม ถึงภาคก่อนๆจะรีไซเคิลอยู่ก็จริง แต่ในภาคนี้จะเห็นได้ชัด ทั้งเกมจะมีศัตรูโมเดลหลักๆอยู่ซัก 10 แบบ หาจจะมีโมเดลมอนสเตอร์พิเศษๆหน่อย แต่ก็ไม่มากนัก
- ไม่มีแขกรับเชิญ
- ในฐานะภาค 15 ปี ยังขาดหลายๆอย่างที่แฟนๆคาดหวังเอาไว้ไปหลายอย่าง
โดยสรุป ในฐานะเกม JRPG แล้ว Tales of Xillia สมควรถูกนำขึ้นหิ้งบูชาในฐานะเกม JRPG ทีดีที่สุดเกมหนึ่งของ PS3 (รวมว่าเป็นของ Gen นี้ก็ได้เอ้า) เพราะให้ความสนุกสนานครบรสโดยที่ไม่ต้องเป็นแฟนของซีรียส์ก็ได้ แต่อีกด้านหนึ่งแล้ว สำหรับการเป็นภาคฉลองครบ 50 ปี ก็น่าเสียดายเล็กน้อยที่ตัวเกมนั้นขาดองค์ประกอบหลายๆอย่างที่แฟนๆคาดหวังไว้ว่าจะให้มี (ไอ้ที่คาดหวังว่าจะมีน้อยๆอย่าง DLC นี่ก็มากันจัง) ขณะเดียวกัน ถ้ามองย้อนกลับไปภาคก่อนๆหน้านี้ หากเป็นเกมของฝั่ง Team Symphonia นั้นก็มักจะออกมาในแนวนี้ตลอด คือมาเหมือนจะมีขาดอะไรไปนิดๆหน่อยๆ ขณะที่ฝั่ง Team Destiny จะใส่ของสำหรับแฟนๆมาครบกว่า
แต่อย่างไรก็ตาม แฟนๆไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งหวง หรือใครไม่ได้เป็นแฟน ก็จงรีบซื้อหามาลองเล่นกันโดยไว และรีบเข้าร่วมเป็นสาวกบูชากันแต่ ณ วันนี้แต่โดยดี ชาบูๆ
ส่งท้ายเล็กน้อย ด้วยภาพสาวๆในชุดว่ายน้ำ... 

YunaSung
ชอบภาพเลอาเสิร์ฟอาหารตอนนั้นชะมัด ฮ่าๆๆๆๆ October 12, 2011 04:11:12