บทสรุป Tales of Graces part 4: ปกป้อง (FIN)

December 16th, 2009 11:02PM, Next Farecery said,

 

Walkthrough part 4:
========================================
- เรือจะพากลับมาที่ท่าเรือเมืองซาเวท เมื่อโซฟีฟื้นขึ้นมาซักพักหนึ่ง อาการก็ทรุดลงไปอีกจนตามองไม่เห็น ถึงเชเรียและริชาร์ดจะรักษาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล
- กลับไปยังเมืองซาเวทและเข้าไปพักในโรงแรม จากเรื่องที่ผ่านมา ปาสคาลจะคิดว่าโซฟีไม่ได้เป็นมนุษย์แบบคนอื่นๆหรือเปล่า โฟอาซอนจะเข้ามาพอดี พร้อมกับท่านป้าของเผ่า ซึ่งจะได้รู้ว่านอกจากที่ชุมชนอันมัลเทียแล้ว ยังมีสถานที่บันทึกความทรงจำอีกแห่ง ซึ่งที่นั่นอาจจะมีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง และช่วยรักษาโซฟีได้ก็ได้
- ไปท่ี่ท่าเรือ ซึ่งจะพาไปยังเมืองออล เรยุ (ถ้าคุยกับกะลาสีแถวๆท่าเรือ จะได้ไปซับอีเวนท์ของมาริคนิดหน่อย)
- เดินออกไปยังเมืองเซเบิล อิโซเร ซึ่งจะพบกับประธานาธิบดีดาวิดของสตราต้า ซึ่งเขาจะตกใจเมื่อได้ทราบเรื่องของริชาร์ด และฮิวเบิร์ทจะขออนุญาติเข้าไปสำรวจสถานที่บันทึกความทรงจำในเมือง
- เดินเข้าไปในตึกข้างหน้า ซึ่งจะมีจุดวาร์ปเข้าไปได้
- ปาสคาลจะรู้ว่า ดวงดาวดวงนี้จริงๆแล้วมี "ทะเล" ล้อมรอบอยู่ และด้านนอกนั้น มีสถานที่หนึ่งชื่อว่า ฟอโดร่า フォドラ ที่นั่นน่าจะสามารถรักษาโซฟีได้ ซึ่งวิธีที่จะไปที่นั่นได้ก็ต้องใช้พาหนะที่ชื่อ "ชาโทล" ซึ่งอยู่ที่ถ้ำริมชายฝั่ง 海辺の洞窟 ทางเหนือของแลนท์ ซึ่งจริงๆแล้วฟอโดร่าเป็นบ้านเกิดของเผ่าอันมัลเทียเมื่อนานมาแล้ว แต่เพราะเหตุบางอย่าง พวกเขาจึงอพยพมาอยู่ที่นี่ แต่ก็ยังเหลือวิธีการที่จะกลับไปที่นั่นได้อีก ซึ่งก็คือชาโทลนั่นเอง

- กลับไปที่ท่าเรือ ซึ่งจะได้รับข่าวว่าฝูงปีศาจจำนวนมากได้ออกมาจากรังไหม และเริ่มทำการจู่โจมตามที่ต่างๆ ให้นั่งเรือ ซึ่งจะพาไปที่ท่าเรือเบลานิต จากนั้นให้เดินลงใต้เพื่อข้ามประตูระหว่างสองอาณาจักร
- เลยประตูมาและไปทางขวา เพื่อเข้าไปยังถ้ำด้วยทางเข้าที่อยู่ที่ริมหาด เดินเลยจุดที่เคยสู้กับสไลม์ออกมาจนถึงบริเวณที่เป็นที่โล่ง จะเห็นหินใหญ่ๆทางขวามือ ซึ่งจะเปิดออกได้
- ภายในนั้นจะพบ "ชาโทล" อยู่ ปาสคาลจะลองเข้าไปสำรวจดู ซึ่งตัวเครื่องนั้นใช้งานได้ แต่ติดปัญหาที่ว่า การจะบินทะลุทะเลออกไปนั้นต้องใช้ความเร่งสูงมาก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับแรงขับดันเพิ่มจากปืนพลังงานที่ตั้งอยู่ในอีกสองทวีปบนโลก จุดหนึ่งนั้นใช้งานได้ แต่อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆเมืองเบลานิคไม่มีการตอบสนอง ดังนั้นจึงต้องไปเปิดมันก่อน
- ด้านนอก จะเห็นฝูงปีศาจบินไปทางเมืองแลน์ ให้ตามไปซึ่งจะพบว่าเมืองกำลังโดนโจมตีอยู่ โซฟีจะใช้พลังของตนออกมาเพื่อปกป้องทุกคนไว้อีก จนตัวเองยิ่งสภาพย่ำแย่ลงไป
- พาโซฟีกลับไปพักที่ห้องของอัสเบล และไปพบพบบารี่ที่ห้องประชุม จากนั้นคุยกับพ่อค้าเต่าที่ยืนรออยู่ที่หน้าบ้าน ซึ่งจะพาเราไปยังเมืองเบลานิค

- เดินเข้าไปยังถ้ำที่จะพาเข้าเฟนเดล จะสามารถใช้เส้นทางด้านขวา และออกไปยังดินแดนหิมะร้่าง 未開の雪道 ได้ และจะพบกับ ซากโบราณที่ถูกปิดผนึกด้วยน้ำแข็ง 雪に閉ざされた遺跡
- ภายในนั้น จะต้องลงไปด้วยลิฟท์แรก เพื่อเปิดพลังงานหลักก่อน จากนั้นให้หมุนหัวลูกศรไปยังด้านต่างๆ เพื่อสลับวงจรให้พลังงานไหลไปทางนั้นๆเพื่อเปิดประตู ซึ่งห้องในสุดจะใช้พลังจากจากสองสายเพื่อเปิดออก จะต้องสู้กับหุ่นยนต์ ポリュカルポス
-เมื่อเปิดเครื่องแล้วก็กลับออกมาด้านนอก ซึ่งจะต้องสู้กับฝูงปีศาจอีกรอบ (??? สามตัว) จากนั้นคุยกับพ่อค้าเต่า เพื่อกลับไปยังฝั่งแลนท์
- กลับไปที่ถ้ำของยานชาโทล โปอาซอนจะมาหาเพื่อช่วยปาสคาลในการเดินเครื่องชาโทล ซึ่งจริงๆแล้วเธอก็ไปชวนฟูริเอ พี่ของปาสตาลมาแล้ว แต่เธอก็ไม่มา
- ระหว่างที่ทั้งสองคนง่วนกับเครื่องจักรอยู่ เชเรียก็ปลีกตัวออกไปข้างนอก ให้ตามไปที่จุดที่มีต้นซากุระขาวอยู่
- (ขอข้ามเนื้อเรื่องไปก่อน...)
- เมื่อกลับมาที่ยาน การเตรียมการก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่ขณะที่กำลังนับถอยหลังนั้น ปีศาจก็เข้ามาบุกพอดี และต้องสู้กับศํตรูห้าตัวด้วยกัน จากนั้น ชาโทลก็จะเริ่มออกบิน แต่ฝูงปีศาจจำนวนมากก็บินออกกันอยู่ ณ​ ทิศทางที่ยานกำลังมุ่งหน้าไป แต่ฟูริเอบนหลังสัตว์ปีศาจที่เธอสร้างขึ้นก็ได้บินเข้ามาป่วนรูปกระบวนของพวกมัน จนชาโทลบินขึ้นฟ้าไปได้ในที่สุด และปืนพลังงานทั้งสองบนอีกฟากของโลกก็ได้ส่งพลังงานเพื่อผลักดันให้ยานพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จนทะลุผิวทะเลออกไปยังนอกดวงดาวในที่สุด และข้างหน้านั้น ก็คือดาวสีแดงขนาดมหึมา ฟอโดร่า

- หลังลงจอดแบบหัวทิ่ม ทุกคนจะออกมาพบว่าที่นี่เป็นดวงดาวที่ไม่มีอะไรเลย แต่ก็ยังมีความหวังเมื่อเห็นเมืองขนาดใหญ่ลอยฟ้าอยู่ใกล้ๆ
- เดินออกไปทางตะวันตก ซึ่งจะมีจุดวาร์ปเข้าไปยังเมือง เทรอสแอสทิว テロスアステュ
- ภายใน จะไม่เห็นสิ่งมีชีวิตเลย ใกล้ๆจะพบร่างของคนที่ดูเหมือนกับโซฟีอยู่ แต่เพียงแค่แตะเข้า ร่างนั้นก็สลายไป พอดีกับที่ปรากฏร่างเล็กๆหนึ่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งจะหนีไปทันที
-เข้าไปยังลิฟท์เพื่อลงไปยังใต้ดินชั้นหนึ่ง 地下1階 ในห้องหนึ่ง จะพบกับผู้หญิงผมสีเขียวคนหนึ่งอยู่ในแคปซูล เมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้น เธอจะแปลกใจที่เห้นพวกอัสเบล และเมื่อรู้ว่าพวกเขามาจากอีกที่หนึ่ง เธอก็รู้ว่าที่ั่นั่นก็คือเอฟีเนีย ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวฟอโดร่าใช้เรียก และเธอได้แนะนำตัวเองว่าชื่อ เอเมรอท エメロード
- เมื่ออัสเบลขอให้เธอช่วยรักษาโซฟี เอเมรอทก็บอกว่านั่นคือโปรทอสเอส หุ่นยนต์รบที่ฟอโดร่าได้สร้างขึ้น เพื่อต่อกรกับมหันตภัยที่ชื่อแลมด้า ラムダ ซึ่งจะกลืนกินพลังงานจากทุกอย่าง แลมด้านั้นเป็นสิ่งที่ฟอโดร่าสร้างขึ้นมาเมื่อนานมาแล้วในอดีต แต่มันก็ได้กินพลังงานบนดาวดวงนี้ไปจนเกือบหมดสิ้น จนมีสภาพเหมือนกับตายไปแล้วดังที่เห็น ซึ่งชาวฟอโดร่าก็ได้เคลื่อนย้ายแลมด้าไปยังเอฟีเนีย และส่งโปรทอสเอสตามไปเพื่อกำจัดมัน และสร้างเขตป้องกันในรูปของทะเลล้อมรอบดาวเอาไว้ เพื่อไม่ให้แลมด้าหนีออกมาได้ ซึ่งเมื่อเห็นโซฟีในสภาพนี้ เอเมรอทก็รู้แล้วว่าหน้าที่นั้นยังไม่สำเร็จ
- เอเมรอทได้รักษาโซฟีจนเธอฟื้นขึ้นมา แต่ความทรงจำของเธอในฐานะโปรทอสเอสก็ยังไม่ได้กลับมา ซึ่งแสดงว่าการรักษานั้นยังไม่สมบูรณ์ ต้องพาไปที่สถาบันวิจัยโคเนล コーネル研究施設 ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมกว่า
- ออกจากเมือง และไปทางตะวันออกผ่่านหลวงสายที่ 13 (อย่าเดินเลยไปไกล ของมันแรง...) และเดินขึ้นเหนือซึ่งจะพบศูนย์วิจัยอยู่
- ด้านในเป็นเส้นทางง่ายๆ แต่จะมีลิฟท์ซึ่งเราต้องนำแบทเตอรี่ไปเสียบให้พลังงาน ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตัว พอเสียบแบทเตอรี่ตัวหนึ่งเสร็จก็ให้กลับขึ้นมาที่ชั้นแลก แล้วนำแบทเตอรี่อันใหม่ไปแทน (ลิฟท์ที่เปิดใช้จะพากลับมาที่ชั้นหนึ่งได้)
-ชั้นใต้ดินที่สอง ร่างของโซฟีจะมีอณูแสงลอยออกมา รวมทั้งอัสเบล, เชเรีย และฮิวเบิร์ท ซึ่งเอเมรอทจะบอกว่า โปรทอสเอสนั้นมีความสามารถในการใช้พลังงานของตัวเองถ่ายทอดให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งจะช่วยเร่งความสามารถในการเอาชีวิตรอดของสิ่งนั้นๆได้ ทำให้ทั้งสามคนได้รู้ว่า เมื่อเจ็ดปีก่อน ทีโซฟีหายไปนั้นเธอไม่ได้ไปไหน เธอเพียงแค่กลายสภาพเป็นพลังงานเพื่อช่วยชีวิตของทุกคน และอยู่ในตัวของทั้งสามคนตลอดมา รวมทั้งเป็นสาเหตุให้พวกเขามีแสงออกจากมือ และสามารถสู้กับเหล่าปีศาจได้ ทั้งหมดนั้นทำให้มาริคและปาสคาลรู้สึกอิจฉาในความสัมพันธ์นั้น
- เดินต่อไปจนถึงใต้ดินชั้น 4 จะพบเครื่องแปลงอณูสาร เอเมรอทใช้มันเพื่อดูสิ่งที่อยู่ในจิตใจของโซฟี ซึ่งปรากฏเป็นความทรงจำของเธอกับพวกอัสเบล แต่พอถึงเรื่องของริชาร์ด กลับเป็นการต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย และสุดท้ายแล้วก็กลายเป็นปีศาจที่ปรากฏตัวเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ซึ่งชาวฟอโดร่าเรียกมันว่า แลมด้า
- ต่อสู้กับภาพจำลองของแลมด้า พลังเยอะ แต่ก็ไม่โหดร้ายมากมายนัก
- จากนั้น โซฟีจะฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ ให้กลับไปที่ห้องที่ชั้นใต้ดินชั้นที่สอง เอเมรอทจะใช้เครื่องบันทึกความทรงจำกับโซฟี ทำให้เธอจำได้ว่าหน้าที่ของเธอคืออะไร แต่บางอย่างในจิตใจก็ยังขัดแย้งกับหน้าที่นั้น
- เอเมรอทจะฉายภาคของแลมด้าขณะช่วงพัฒนาการ ซึ่งเป็นรังใหม่ขนาดใหญ่เหมือนกับที่ปรากฏบนเอฟีเนียในตอนนี้ รังไหมนั้นมีความแข็งแรงมากเพื่อใช้ปกป้องตัวของแลมด้าในระหว่างที่ยังไม่สมบูรณ์

- ออกมายังด้านนอก ซึ่งตอนนี้เป้าหมายคือการกลับไปยังเอฟีเนีย ซึ่งเพื่อการนั้นจะต้องนำอุปกรณ์พิเศษไปติดตั้งกับบานชาโทล เพื่อให้สามารถเจาะทะลุผ่านเกราะป้องกันของแลมด้าเข้าไปได้
- จากศูนย์วิจัย เดินต่อไปทางตะวันออก (ระวังตัว เพราะระดับศัตรูจะยิ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดแล้ว) จนถึงฐานทัพบาซิส バシス軍事基地
-ภายในจะเน้นด้านการผลักดันแถวของบล็อกสีต่างๆ ซึ่งจะสร้างทางหรือทำให้สิ่งกีดขวางหายไป ในช่วงแรกๆจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
- เมื่อเดินไปถึงจุดที่เป็นห้องสองห้องเล็กๆ ฝั้งซ้ายมีบล็อกสีดำ เหลือง น้ำเงิน (น้ำเงินทางขวา เหลืองด้านซ้าย ดำข้างบน) ให้ดันสีน้ำเงินไปทางขวาจนสุด ซึ่งเป็นจุดจำเป็นที่สุดที่จะใช้ผ่านทางต่อไป (ถ้าเดินไปแบบไม่คิดอะไร จะได้เดินเล่นเป็นชั่วโมงเพราะหาทางไปต่อไม่เจอ)
- ในบริเวณด้านในที่มีเสียงบล็อกชนกันนั้น หากไปทางขวาจะวนไปเก็บหีบด้านบน และจะต้องหาทางวนไปด้านซ้ายบน เพื่อดึงบล็อกสีน้ำตาลทั้งสองอีกซึ่งขวางทางอยู่ออกมา บางจุดนั้นทางเข้าระหว่างห้องจะถูกกำแพงบังไว้บ้าง ให้เดินเลาะๆดูจะข้ามไปอีกฝั่งได้ (ตรงนี้หากไม่ได้ผลักบล็อกน้ำเงินที่บอกไว้ก่อน จะงงมาก เพราะจะไม่ติดถึงว่าบล็อกนั้นจะมีผลถึงฝั่งนี้ด้วย)
- เข้าไปด้านในสุด จะต้องสู้กับทหารหุ่นเกนทูริโอ ケントゥリオ ซึ่งมาพร้อมเวริเทส ウェリテス สองตัว ซึ่งหากมีแค่นี้็ไม่ยาก (ถึงเวริเทสจะโหดหน่อยๆ แต่ก็คงสู้กันตามรายทางจนชินแล้ว) แต่ตัวเกนทูริโอจะสามารถเรียกมาเพิ่มได้ทีละสองตัว ดังนั้นจะสอยเวริเทสทิ้งไปก่อนก็ดี
- เอเมรอทจะบอกลักษณะของสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ซึ่งปาสคาลจะนึกได้ถึงหีบที่มีปฏิกิริยากับโซฟีในตอนแรกพอดี เธอเลยถือวิสาสะแบกไปโยนลงใส่เครื่องผลิตของเองโดยไม่มีใครเห็น และได้ออกมาเป็น デリスビット ซึ่งตรงกับที่เอเมรอทบอกไว้ไม่ผิด และยังได้ของแถมเป็นแหวนเดริสริง デリスリング คู่หนึ่ง ซึ่งอันหนึ่งปาสคาลเอาไปให้มาริค ส่วนอีกอันเธอใช้เอง (ทำให้เชเรียเข้าใจผิดกันไปใหญ่ นึกว่าสองคนไปเกี่ยวดองแบบนั้นกันเมื่อไหร่) ซึ่งเดริสริงจะช่วยให้มารืคและปาสคาล สามารถแชร์พลังงานของโซฟีเหมือนกับที่พวกอัสเบลสามารถทำได้
- ออกมาจากฐานทัพด้วยจุดวาร์ปที่อยู่ใกล้ๆ และกลับไปที่เมืองเทรอสแอสทิว เดริสบิทจะถูกนำไปติดตั้งกับชาโท เอเมรอทจะขอไปกับทุกคนด้วย เพื่อเธอจะได้แน่ใจว่าแลมด้าจะถูกกำจัดลงจริงๆ เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว (เช่นหากลุยในฐานทัพแล้วยากๆก็ให้ไปเก็บเลเวลซะ เพราะต่อไปจะยากกว่ามาก) ก็ให้คุยกับเอเมรอท และบินกลับเอฟีเนีย ซึ่งด้วยเดริสบิทที่ปาสคาลสร้างขึ้น เกราะป้องกันของแลมด้าก็ถูกเจาะทำลายในที่สุด

- ภายในดักแด้ของแลมด้า ラムダ繭 ศัตรูจะโหดมากถึงโหดที่สุด และแต่ละตัวมีพลังในระดับ 10000+ ทุกตัว เกือบทุกตัวสามารถโจมตีลดเป็นพันได้ ดังนั้นในช่วงแรกๆ สู้เสร็จแล้วกลับไปเซฟบ่อยๆ จนรู้สึกว่าเริ่มสู้ได้ค่อยเดินหน้าต่อไป แผนการสู้ที่ดีคือให้ลากอัสเบลไปถ่วงเวลาตัวที่โหดสุดก่อน (ลูกตาปีศาจ หรือไม่ก็ที่เป้นเดมอน) ส่วนคนอื่นก็เซทแผนให้ตีตัวอื่นๆแทน และควรเซทให้ใช้อาหารซึ่งสามารถชุบชีวิตได้อัติโนมัติไว้ (พวกตระกูล ハンバーグ หรือ バーガー) เพราะต้องเซฟ Life Bottle ไว้ใช้กับศึกหนักสองนัดรวดที่ท้ายดันเจี้ยน
- ในนี้นั้นจะมีอยู่สามสี่จุด ที่ต้องสำรวจดอกไม้สีแดงและน้ำเงิน สีแดงจะทำให้ฟองน้ำยืดออก และช่วยผลักบล็อกต่างๆไปมา ซึ่งถ้าเคลียร์โซนนั้นแล้วจะเห็นว่าดอกไม้เหล่านั้นสีจะทึมลง
- ในห้องที่เห็นจุดเซฟอยู่ที่ปลายทาง เมื่อเราเคลียร์ปริศนาจนหมดและเห็นแท่นลอยไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เราจะต้องออกไปอ้อมไปยังห้องด้านนั้น ซึ่งจะต้องเคลียร์ปริศนาอีกรอบ เพื่อดันแท่นของฝั่งนั้นกลับมาที่อีกห้อง เพื่อเชื่อมทางไปยังโซนสุดท้าย
- ด้านในนั้น จะเห้นร่างของรอชาร์ดที่เปลี่ยนสภาพไปอย่างไม่น่าเชื่อ ผมสีทองกลับกลายเป็นสีฟ้าซีด ด้านหลังมีสิ่งที่เหมือนกับปีกงอกออกมา ขณะที่นัยน์ตากลับเป็นสีดำ พร้อมแววตาที่ดูโหดเหี้ยม
- สู้กับริชาร์ด เช่นเดียวกับบอสทั่วไป ช่วงแรกๆจะสู้แบบยำใหญ่ได้ แต่พอเข้าครึ่งหลัง เขาจะเริมใช้ท่าที่รุนแรงขึ้น ที่น่ากลัวที่สุดคือท่าฟาดดาบ ซึ่งสามารถเล่นที่เดียวถึงตายได้สบายๆ ดังนั้นหากใครตายก็ให้ลองเช็คดูว่าพอที่จะถ่วงเวลาให้แนวหลังชุบชีวิตได้ทันหรือไม่ ถ้าดูท่าไม่ดีก็ให้แจกไอเทมไปกันเลย แต่ก็ต้องเซฟๆเอาไ้้ว้บ้าง เพราะการต่อสู้นั้นไม่ได้มีแค่ครั้งนี้
- เมื่อชนะแล้ว ไอสีดำก็จะออกมาจากร่างของริชาร์ด โซฟีจะเดินเข้าไปเพื่อจะปิดฉากการต่อสู้นี้ซะ และบอกลากับทุกคน เพราะการกำจัดแลมด้านั้นก็หมายถึงตัวเธอเองต้องหายไปด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่ทันจะได้ทำเช่นนั้น เอเมรอทกลับโจมตีใส่โดยไม่ให้ตั้งตัว
- เอเมรอทเห็นว่าแลมด้าในเวลานี้ได้พัฒนาการขึ้นมามากแล้ว และจะสามารถถึงขั้นสร้างชีวิตได้ ดังนั้นเธอจึงไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องกำจัดมันไปอีก เอเมรอทได้รับเอาแลมด้าเข้ามาไว้ในตัวเธอพร้อมกับพลังมหาศาล ซึ่งจะทำให้เธอเป็นผู้ครองทั้งแลมด้า ทั้งเอฟีเนีย และฟอโดร่าด้วย
- ต่อสู้กับเอเมรอท ซึ่งถ้าเทียบกับริชาร์ดแล้วง่ายกว่ามาก และพลังก็น้อยกว่า จะติดก็เพียงที่เธอสามารถเคลื่อนที่ไปอีกฝั่งได้ทั้งที่โดนโจมตีอยู่ และมีท่าโจมตีระยะไกลซะมาก จึงจะใช้เวลาพอควรในการสู้
-ทั้งที่ดูเหมือนเธอจะพ่ายแพ้แล้ว แต่เอเมรอทกลับไม่บาดเจ็บเลย และใช้พลังที่มีโจมตีใส่ทุกคน แต่จู่ๆ แลมด้าก็ไม่ยอมให้เธอได้ใช้มันตามใจอีก พลังงานนั้นกลับเข้ามาทำร้ายเธอ และระเบิดร่างออกเป็นชิ้นๆ
- ท่ามกลางฝุ่นควันของการระเบิด ปรากฏเป้นร่างของเด็กคนหนึ่งลอยอยู่กลางหมอกควันสีดำ ซ฿่งเป็นเด็กคนเดียวกับที่เคยเห้นในภาพที่เห็นบนฟอโดร่า ริชาร์ดจะเอื้อมมือไปหาเธอและเรียกให้กลับมาหาเขาอีกครั้ง ร่างของเขากลับเป็นปีศาจอีกครั้งแล้ว ริชาร์ดปล่อยพลังกระแทกใส่พื้นดินอย่างรุนแรง ผืนดินแตกออก พร้อมพลังงานมหาศาลของเมล็ดแห่งดวงดาว ลัสเทเรียทะลักออกมา
- โซฟีพยายามจะเข้าไปจัดการแลมด้าก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป แต่ก็ถูกอัสเบลห้ามไว้ ซึ่งเธอได้แต่ดูขณะแลมด้าก้าวไปสู่พลังงานจากลัสเทเรีย จากนั้นทุกคนจะขึ้นยานชาโทล และหนีออกมาจากที่นั่น โซฟียังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำตามหน้าที่ของตน ซึ่งทำให้อัสเบลโกรธ เพราะแบบนั้นแล้วมันก็หมายความว่าโซฟีถูกสร้างมาให้เพื่อตายนั่นเอง แต่นอกจากทางนี้แล้วเธอก็ยืนยันว่าไม่มีวิธีอื่นใดอีก
-จากนั้น จะสามารถใช้ชาโทลได้แล้ว ให้เลือกบินไปยังเมืองแลนท์ เพื่อคุยหาหนทางอื่นกันก่อน
- ที่แลนท์ ให้วิ่งไปที่หน้าบ้าน และเข้าไปที่ห้องประชุม เชเรียจะดึงตัวโซฟีออกไปข้างนอกเพื่อคุยกันสองคน เธอจะกล่อมว่าตอนนี้อัสเบลโกรธเหมือนเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เพราะว่าโซฟีจะจากไปอีก ซึ่งคนอื่นๆเองรวมทั้งเองก็คงเหงาถ้าโซฟีไม่อยู่ และถามว่าถ้าตัวเธอเองไม่อยู่ โซฟีจะรู้สึกอย่างไร จากนั้น อัสเบลจะออกมาพอดี เชเรียเลยเปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้ทำความเข้าใจกัน
- ที่ห้องประชุม ปาสคาลจะถามถึงหนทางอื่นที่จะจัดการแลมด้าโดยที่ไม่ต้องเสียโซฟีไป แต่ก็หาทางออกไม่ได้ รู้แต่เพียงความเป็นไปได้ที่จะดึงแลมด้าออกมาจากตัวริชาร์ด เหมือนกับที่ทำมาครั้งที่แล้วเท่านั้น จากนั้น ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพัก
- ให้เดินไปคุยกับทุกคนซึ่งจะอยู่ตามจุดต่างๆของหมู่บ้าน ฮิวเบิร์ทที่ห้องประชุม, โซฟีที่หน้าบ้าน, มาริคทีสะพาน, ปาสคาลที่ลาน และเชเรียที่ประตูทางเหนือ จากนั้นให้กลับไปนอนที่ห้อง
- วันรุ่งขึ้น หลังร่ำลากันหมดแล้ว ให้กลับไปยังเกาะแห่งเดิมอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นทางเข้าสู่ลัสทาเลีย กัลเดียแชฟท์ ガルティアシャフト ((หากอยากกลับออกไป สามารถเข้าไปในยาน แล้วกด 1 ออกมาที่ แผนที่)

- ในช่วงโซนแรก จะต้องเดินผ่านบล็อกสีต่างๆ โดยที่ต้องเดินตามลำดับสี แดง เหลือง น้ำเงิน ไม่อย่างนั้นจะถูกวาร์ปไปเริ่มใหม่ อาจจะมึนนิดหน่อยกับอันสุดท้าย เพราะว่าทางมันยาว แต่วิธีผ่านก็แค่ "เดินขึ้นสุดทาง เดินลงสุดทาง" เท่านั้น
- ในหลายๆจุด จะได้ไอเทม アリトモス・コア ซึ่งมีทั้งหมดหกอัน สามารถเอาไปใช้กับตัวประหลาดๆที่นิ่งๆอยู่ ซึ่งจะตื่นมาสู้กับเรา และจะให้อาวุธสุดยอด (เท่าที่หาได้ก่อนเกมจบ) และของทำอาวุธสุดของของอัสเบล (แต่ต้องรอเกมจบก่อน)
- นอกจากบอสย่อยหกตัวที่ว่าแล้ว ก็มีบอสที่ต้องสู้แน่นอนอีกสามชุด กระจายๆไปช่วงก่อนจะเปลี่ยนโซน
- ในโซนที่สอง จะเป็นปริศนาที่เราต้องเดินไปตามจุดวาร์ปต่างๆ เพื่อเอาคริสตัลไปใส่แท่นให้ถูกสี ซึ่งเมื่อเอาสีนึงไปใส่ ทางเชื่อมไปอีกฝั่งก็จะค่อยๆโผล่ขึ้นมา บางจุดจะต้องใช้คริสตัลสองสีจึงเดินผ่านไปได้ แต่จะมีวัตถุทรงกลมขวางทาง ซึ่งเราต้องไปหมุนมันออกจากเส้นทางด้วยเครื่องหมุนสีนั้นๆก่อน (มีแค่สองสีน่ะล่ะ)
- ในโซนที่สาม จะเหมือนกันโซนที่สอง แต่จะซับซ้อนน้อยว่า แต่จะมีคริสตัลให้วางหกอัน ค่อยๆเดินให้ทั่วๆก็ผ่านสบายๆ (ไม่มีศัตรูเดินสบายใจ)
- ในโซนสุดท้ายจะเป็นทางตรงธรรมดา แต่ศตรูจะโหดกว่าข้างบนมาก (ข้างบนก็โหดแล้ว แต่ข้างล่างจะยิ่งกว่า)

- ระหว่างผจญภัยลงไป จะได้พบกับจุดความทรงจำของแลมด้า ซึ่งเดิมที่นั้นเคยอยู่ภายใต้การดูแลของศาสตราจาร์ยโคเนล เขาเชื่อมันว่าแลมด้าเองก็สามารถเป็นคนหนึ่งได้ แต่เอเมรอทกลับเห็นว่าเธอเป็นสิ่งทดลองที่เป็นอันตราย และจะแยกจิตของแลมด้าออกจากร่างฮิวมานอยด์ที่ใช้ออก และทำให้หลับไปซะ ถึงโคเนลจะขัดขวางแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ซ้ำยังถูกปลดออกจากตำแหน่งอีก
- จนเมื่อแลมด้าตื่นมาอาละวาด โคเนลเข้าไปเพื่อจะช่วยแลมด้า และบอกว่าจะปกป้องแลมด้าให้ได้ ฝั่งเอเมรอทเองก็ได้สร้างหุ่นรบเพื่อใช้จัดการแลมด้าแล้ว โคเนลพยายามจะหนีลงไปที่เอฟีเนียด้วยยานชาโทล แต่ก่อนประตูจะปิด เขาก็ถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย โคเนลกดสวิตช์ส่งยานออก และบอกให้แลมด้ามีชีวิตต่อไป
- บนพื้นโลก เหลือแต่เพียงแลมด้ากับซากยานท่ามกลางกองเพลิง คำพูดของโคเนลช่วยผลักดันให้ต้องลุกขึ้นยืน และกรีดร้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น
- ช่วงเวลาหลังจากนั้น แลมด้าที่กลายสภาพเป็นร่างปีศาจก็ได้พบกับโซฟีที่ลงมาที่พื้นโลกเป็นครั้งแรก ทั้งสองได้เข้าต่อสู้กัน และทำให้ต้องเข้าสู่การหลับไหลทั้งคู่ จนกระทั่งเวลาผ่านไป...
- วันนั้นเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังโซฟีสลายหายไป ริชาร์ดในวัยเด็กฟื้นสติขึ้นมาและพบว่าทุคนนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ส่วนตัวเขาเองก็กระอักเลือดออกมา เพราะว่ายาพิษที่ถูกวางเอาไว้ และเพราะความไม่อยากที่จะตายในตอนนี้ เรียกให้แลมด้าที่กำลังบาดเจ็บสาหัสเข้าไปหาเขา เพื่อเป้าหมายเดียวนั้นคือ "มีชีวิตอยู่ต่อไป"

- ริชาร์ดในร่างปีศาจซึ่งลอยอยู่หน้าลัสทาเรียกำลังดูดกลืนพลังงานที่มีอยู่มากมายในนั้น ทำให้ต้องใช้เวลามากต่างกับพลังงานจากหินศิลายักษ์ที่แล้วๆมา อัสเบลจะกล่อมให้ริชาร์ดเลิกสิ่งที่กำลังทำซะ แต่เขาก็บอกว่านี่จะทำให้ความมุ่งหวังของเขาเป็นจริง เพราะว่ามีมนุษย์จึงเกิดสงคราม ถ้าไม่มีมนุษย์ซะแล้ว เขาก็จะสร้างโลกที่ไม่มีสงครามได้
- การต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับริชาร์ด ยังคงความโหดไว้เหมือนครั้งที่แล้ว ดังนั้น ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มใช้ท่าคลื่นดาบออกมา ก็ให้เริ่มโยน All Divide เพื่อลดความเสียหายทันที และถ้าเกิดเข้า Arles Break ก็ให้ดูเวลาที่เหลือดๆ และโยน Hour Glass เพื่อหยุดเวลา ซึ่งจะทำให้หลบใช้ท่าไม้ตายได้
- หลังจากนั้น อัสเบลจะบอกว่าไม่ว่าเขาจะเคยทำอะไรลงไป แต่ริชาร์ดก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งของเขา ถึงจะดีใจ แต่ริชาร์ดก็จะบอกให้อัสเบลฆ่าเขาซะ ก่อนที่อะไรๆจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ทันการ เพื่อจิตของแลมด้าตั้งใจจะทำลายร่างของริชาร์ด โชคดีที่อัสเบลกระโดดขึ้นไป และแยกร่างนั้นออกมาจากจิตของแลมด้าได้
- สู้กับร่างจริงของแลมด้า ในฐานะบอสสุเท้ายแล้วจึงโหดมาก มีท่าฮิโอกิหมู่ซึ่งจะโดนกันทุกคน และเมื่อพลังลดไปเยอะๆแล้วจะเปิดบาเรีย และใช้ท่าหินถล่ม ซึ่งโดนทีเดียวก็ตายได้ ดังนั้นจึงต้องรีบแจก All divide ตามสมควร และรีบๆลบบาเรียนั้นทิ้งออกไปซธ แต่ก็จะขยันเปิดใหม่อยู่ดี ดังนั้น ถ้าเริ่มเข้าคอมโบได้แล้วก็ต้องพยายามอย่าให้หลุดไปได้ ท่าไม้ตายสาย B ที่มีธาตุ 暴星 จะช่วยได้มาก และยิ่งถ้าแงะเอาสกิล 妖魔 ออกมาจาก ゴッドウェポン ของโซฟี แล้วเอาไปสร้างเครื่องประดับโจมตีแรงๆ ให้อัสเบลใส่ก็จะช่วยได้มาก (ที่ให้อัสเบล ก็เพราะท่าสาย B เหมาะกับการตะลุมบอนมากกว่าฮิวเบิร์ท)

- ถึงจะสู้ชนะ แต่ก็ไม่อาจทำลายแลมด้าลงได้ หนำซ้ำยังคงดูดพลังงานจากลัสทาเรียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าปล่อยไว้ต่อไป ดาวดวงนี้ก็คงตายเป็นแน่ โซฟีจึงตัดสินใจที่จะใช้พลังของตนเพื่อสลายแลมด้าและตัวเธอไปพร้อมๆกัน แต่อัสเบลก็ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เขาเข้าไปขวาง และยื่นมือเข้าไปคว้าแกนของแลมด้า ซึ่งจะทำให้แลมด้าเข้ามารวมกับตัวของเขาเหมือนกับที่ริชาร์ดเคยเป็นมาก่อน และขณะที่ทุกคนกำลังตกใจและโศกเศร้านั้น เสียงการสนทนาระหว่างอัสเบลและแลมด้าก็ดังขึ้นในหัวของทุกคน
- ในจิตใต้สำนึกของอัสเบล เขาจะบอกว่าเขาได้รับรู้เรื่องที่แลมด้าได้เจอมาหมดแล้ว รวมทั้งคำพูดสุดท้ายของโคเนลที่ว่า "ให้มีชีวิตอยู่" นั้น โคเนลคงไม่อยากให้แลมด้าทำสิ่งที่ทำอยู่นี้ แต่คงจะอยากให้แลมด้าได้เห็นโลกใบนี้มากกว่า ซึ่งที่เขายอมเสี่ยงรับแลมด้ามาไว้ในร่างก็เพราะสิ่งนั้น เขาอยากให้แลมด้าได้สัมผัสโลกใบนี้ในมุมต่างๆผ่านตัวเขา
- แลมด้าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองง่วง และอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ขณะที่อัสเบลยื่นมือเข้าไปนั้น ไอหมอกสีดำก็สลายไป เหลือแต่ร่างเดิมของแลมด้าในรูปแบบฮิวมานอยด์ที่ค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆ อัสเบลจะบอกให้เขาพยายามสู้ และ "มีช่วิตอยู่ต่อไป"...
- เมื่ออัสเบลฟื้นสติขึ้นมา ดวงตาข้างหนึ่งของเขาก็กลายเป็นสีม่วง ขณะที่โซฟีก็จับสัมผัสแลมด้าในตัวของอัสเบลได้ แต่สิ่งที่รู้สึกนั้นแตกต่างออกไป แลมด้าในตอนนี้ดูสงบเงียบมาก อัสเบลบอกว่าแลมด้าได้เข้าสู่การหลับไหลชั่วคราวแล้ว ซึ่งหมายถึงว่าโซฟีไม่ต้องสละชีวิตของตัวเองอีกต่อไป

- หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับสุ่ความสงบ ริชาร์ดได้นำกำลังทหารออกไปปราบปรามปีศาจที่ออกอาละวา เพื่อชดเชยสิ่งที่แล้วมา และจะสร้างประเทศที่สงบสุขขึ้นให้ได้ เชเรียเองก็ได้เดินทางไปทั่ว เพื่อช่วยรักษาผู้คนที่กำลังลำบาก ปาสคาลใช้ความรู้ของเธอ เพื่อช่วยอาณาจักรเฟนเดลให้พ้นจากความทุกข์ยาก และก็บังเอิญปิ๊งไอเดียจากพี่สาวที่ไล่เธอไปอาบน้ำ เลยขอต่อเวลาไ่มยอมไปจนกว่าจะทำเสร็จ จึงโดนฟูริเอว๊ากใหญ่ (ฮิวเบิร์ทและมาริค... ขอข้ามรายละเอียด)
- อัสเบลและโซฟียังคงอยู่ที่เมืองแลนท์ ซึ่งหน้าบ้านมีดอกคุโรโซฟีที่พร้อมจะเบ่งบาน และทันทีที่ถึงเวลา กลีบดอกคุโรโซีฟีทั้งหมดก็ส่องแสง หลุดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อที่จะปลิวไปทั่วเอฟีเนีย และซักวัน ดอกคุโรโซฟีก็คงจะเบ่งบานไปทั่วโลก

- หลายปีหลังจากนั้น ที่ทุุ่่งดอกไม้ที่เป็นจุดเริ่มของทุกสิ่ง เวลานี้เต็มไปด้วยดอกคุโรโซฟี หญิงสาวผมยาวสีม่วงในชุดขาวกำลังวิ่งเล่นอยู่กับเด็กชายผมสีแดงซึ่งหน้าตาละม้ายอัสเบลในวัยเด็ก ใกล้ๆกันนั้น ที่ต้นไม้ซึ่งอัสเบล โซฟี และริชาร์ดเคยสลักชื่อไว้เพื่อเป็นหลักฐานแห่งมิตรภาพ ตอนนี้มีชื่อใหม่ถูกเขียนเพิ่มลงไปอีก

"แลมด้า"

Tales of Graces, FIN.

last updated on December 20th, 2009 10:22PM

  • Posts : 364
  • G. : 29470

December 17th, 2009 12:37PM, Nallu said,

 

กำลังจะขึ้นบท 4 ล่ะ *-*

December 18th, 2009 12:21AM, KarokKung said,

 

ขอบคุณครับพี่เน็กซ์ กำลังเล่นช่วงบท 4 พอดีเลย

December 21st, 2009 10:39AM, Garnet_Til said,

 

เย่อ่านจบแล้ว ><
ขอบคุณมากค่ะพี่เนกซ์ที่ทำมาให้พวกเราได้อ่านกัน

last updated on December 21st, 2009 06:09PM


テイルズ オブ ジ アビス マニア มาบ้า"เทลส์" กันเถอะ!

::: My Blog :::

December 29th, 2009 02:08PM, Icys said,

 

จบแล้ว! ขอบคุณมากๆค่ะพี่เน๊กซ์

  • Posts : 1
  • G. : 0

January 11th, 2010 05:58PM, Ogg said,

 

ขอบคุณมากครับ

ว่าแต่เด็กน้อยผมสีแดงนี่ลูกของใครครับ เพราะอยู่กับสาวผมยาวที่คาดว่าเป็นโซฟี แต่ว่าสีผมเหมือนเซเรีย เลยเดาไม่ออกเลย