Tales of Legendia : Character Quest - Interlude.

September 17th, 2006 07:54PM, Next Farecery said,

 

รุ่งเช้าวันหนึ่ง เซเนลนอนหลับอยู่ในบ้านตามปกติ แม้แผ่นดินไหวใหญ่จะเกิดขึ้นจนเขาตกจากที่นอน เขาก็ไม่รู้สึกตัวซักนิด จนกริวเน่มาปลุกเขา
“เซเนล เช้าแล้วจ๊ะ! ตื่นได้แล้ว เซเนล เช้าแล้วนะ....”
เขายังคงหลับอยู่จนเธอฉุนนิดๆ
“ แหม ถ้าเธอไม่ตื่นล่ะก็พี่ก็จะหลับเหมือนกันล่ะนะ!”
ว่าแล้วเธอก็ไปนอนที่เตียงเขาตามที่ว่า ซึ่งพอดีกับที่เจ้าตัวตื่นมาพอดี เขาดูเธอลงไปนอนอย่างงงๆก่อนเดินไปนั่งที่ข้างเตียง
“นี่มันการปลุกแบบไหนกันเนี่ย?”
เธอลุกพรวดขึ้นมามองเขา “แหม อรุณสวัสดิ์จ๊ะ เซเนล!”
“พี่เซเนล ตื่นหรือยังคะ?”
สิ้นเสียง เชอรี่ก็เดินเข้ามา ทันได้เห็นภาพบาดตาบาดใจที่เซเนลกับกริวเน่อยู่ด้วยกันบนเตียง เธออึ้งสนิทก่อนเข่าอ่อนลงไปนั่งกับพื้น ส่วนเซเนลยังลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
“แหม่ อรุณสวสดิ์จ๊ะ เชอรี่!”
“ .....อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
“อรุณสวัสดิ์ พอดีเลยเชอรี่ ชั้นมีเรื่องจะขอหน่อย เรื่องเอเวอร์ไลท์น่ะ เธอเห็นตอนที่มันเรืองแสงไหม?...”
“หนูแน่ใจว่ามันเหมือนกับเข็มกลัดของหนูค่ะ”
“ชั้นก็คิดแบบนั้น พวกเราน่าจะนึกได้เร็วกว่านี้นะ”
“ [สินแร่ที่สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค] และ [เพชรแห่งปาฏิหาริย์ที่สามารถบันดาลให้กับทุกความปรารถนา]พวกมันต่างพูดถึงสิ่งเดียวกัน…”
เซเนลบอกว่าเขาเคยได้ยินสเตล่าเรียกมันว่าน้ำตาแห่งท้องทะเล
“แต่มันก็ไม่ใช่เพียงแค่ทะเลนี่นะคะ มันคือเนลเฟส
“เนลเฟส...สุดท้ายแล้วมันก็เหมือนกับพลังอื่นๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มันยังไง มันสามารถช่วยผู้คนได้ และสามารถทำร้ายผู้คนได้”
“ หนูอยากใช้หลังของหนูเพื่อช่วยผู้คนค่ะ”
เขาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนั้น
“พูดได้น่ารักจัง พี่จะให้กำลังใจนะจ๊ะ!”
“อ้ะ ใช่ พี่คะ ช่วยไปที่บ้านคุณวิลได้หรือเปล่า?”
กริวเน่พึ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมาที่นี่เพราะเรื่องอะไร “อ๋อ ใช่ พี่มาที่นี่เพื่อบอกเซเนลเรื่องเดียวกันจ๊ะ”
เชอรี่เข่าอ่อนลงไปทรุดกับพื้นอีกเมื่อได้ยินแบบนั้น “จริงเหรอคะ?”
“ คุณกริวเน่มาที่นี่ซักครู่ก่อนที่เธอจะมาน่ะ เชอรี่”
เธอยืนขึ้นพูดอุบอิบๆ “ทำไมถึงไม่.....”
“ อะไรเหรอ?”
เชอรี่วิ่งมากระทืบเท้าพูดอย่างโมโหสุดๆ “ทำไมไม่พูดตั้งแต่แรกล่ะคะ?” ก่อนจะหยิกเขาสุดแรง
“โอ๊ย! โอ๊ย! ทำไมมาหยิกชั้นล่ะ! นี่!”

หลังจากถูกตบตีซักพัก ทั้งสามคนก็ออกมานอกบ้าน ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินมาถามบางอย่างกับพวกเขา
“ขอโทษนะ ขอรบกวนหน่อยได้หรือเปล่า? ชั้นจะถามทางน่ะ”
“หืม? ได้สิ”
“บอกได้ไหมว่าจะไปที่สุสานได้ยังไง?”
เชอรี่กำลังจะบอกทางเขา ก่อนที่จะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเธออยู่ “โอ..” เขาพูดสั้นๆแล้วก็เงียบไป
“มีอะไรหรือคะ?”
เธอมองชายตาแหลมคมในชุดสีฟ้า ผอมจนเห็นโหนกแก้ม ผมสีน้ำตาลอ่อนซึ่งมัดอยู่ด้านบน ยาวจนสามารถพันรอบคอของเขาได้
“โอ อ้อ ไม่มีอะไร ขออภัยด้วย เพียงแต่ผมของเธอช่างงดงามจริงๆ ชั้นเกือบหลงใหลไปกับรัศมีของมันเลยทีเดียว”
เชอรี่ชะงักแสดงสีหน้าไม่สบายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“น่าฉงนจริงๆ มันทำให้ชั้นนึกถึงข่าวลือที่ได้ยินมาเกี่ยวกับพวกราเดี้ยน เขาว่ากันว่าพวกราเดี้ยนมีผมสีทองสวยงามนี่”
เธอถอยหลังไปหน่อยพอดีกับที่เซเนลมายืนบังไว้ “นี่ พอได้แล้ว”
“โอ ต้องขอโทษด้วย ชั้นคงล่วงเกินไปหน่อย พวกเราพึ่งได้พบกันนี่”
“อยากไปสุสานใช่ไหม? มันอยู่ใกล้ๆกับน้ำตกน่ะ”
“อีกฟากของเมืองน่ะรึ? ไม่แปลกเลยที่ชั้นหามันไม่เจอ ขอบคุณมาก ขอให้โชคดีล่ะ”
ชายคนนั้นเดินจากท่ามกลางความไม่พอใจของเซเนล
“หมอนั่นมีบางอย่างที่ชั้นไม่ชอบเลย”
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ เขาไม่ได้รบกวนฉันอยู่แล้ว พี่เซเนล...”
กริวเน่หันมาบอกทั้งสองคนว่าพวกเขาต้องไปที่บ้านวิลกันแล้ว ทั้งสามคนจึงเดินไปยังที่นั้น โดยที่ความสงสัยยังคงคาอยู่ใจของเขา

ด้านหน้าบ้านของวิล จาบ้าและโมเซสยืนคุยกันอยู่
“กลุ่มของพวกเราโดนโจมตีไปอีกกลุ่มแล้ว คราวนี้ก็เป็นครั้งที่หก...”
“ใจเย็นไว้น่า อั๊วจะจัดการเอง”
“แล้วถ้ามันเป็น..กีทล่ะ?” จาบ้าพูดอย่างไม่เต็มปากเต็มคำ
“มันไม่มีทางทำแบบนั้นหรอกน่า!”
“นี่ ลูกพี่ ผมก็เชื่อกีทเหมือนกันนะ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคิดแบบพวกเราหรอก พวกเราบางคนเองก็เริ่มสงสัยมันแล้วด้วย”
“อย่าทำอะไรอีกจนกว่าอั๊วจะสั่ง ฝากเอ็งไปจัดการพวกเด็กๆให้อยู่เฉยๆด้วย”
“ได้ครับ แต่พวกเขาก็ไม่ชอบรอให้เรื่องมันเกิดขึ้นหรอกนะ ลูกพี่ก็รู้ ผมไม่คิดว่าทุกคนจะนั่งเฉยๆกันได้นานนัก” จาบ้าพูดก่อนหันไปมองที่ด้านหนึ่งแล้วชะงัก เขาหันมาสรุปกับโมเซสทันที “ยังไงผมก็ขอไปก่อนล่ะ จะไปหาข้อมูลเรื่องนี้อีกหน่อย”
“เออ โชคดีล่ะ”

จาบ้าวิ่งออกไปสวนกับพวกเซเนลพอดี เขาหันมาถามโมเซส
“มีอะไรเกิดขึ้นกับจาบ้าเหรอ? ท่าทางเขาจะมีปัญหานะ”
“อ่านะ ไม่มีอะไรร๊อก จาบ้ามันแค่กังวัลเรื่องอะไรมากไปหน่อย”
“หืม แล้ววันนี้กีทไม่อยู่เหรอ?”
โมเซสหันหลังตอบกลับมา “อะไร? พวกอั๊วไม่ไช่ว่าต้องอยู่ด้วยกันตลอดซะเมื่อไหร่”
“วิลกำลังรอทั้งสองคนอยู่นะจ๊ะ” กริวเน่พูดขึ้นมาก่อนที่โมเซสจะเดินเข้าไปในบ้านพร้อมๆกับทั้งสามคน

“รู้สึกว่าพวกเราทุกคนจะ....ไม่อยู่ที่นี่นะ” วิลเปลี่ยนคำพูดกะทันหันเมื่อพบว่าสมาชิกอยู่ไม่ครับทีม
“ใช่ แม่ฟองสบู่ไม่อยู่น่ะ”
“ตอนฉันบอกเธอที่โรงแรม เธอบอกว่าจะมาที่นี่เร็วๆนี้ล่ะค่ะ” โคลเอ้บอกวิล ส่วนเจย์ก็ยกไหล่พูดเสริมขึ้นมา
“ถ้าคุณนอร์ม่าบอกว่า เร็วๆนี้ ก็คงบอกไม่ได้หรอกครับว่าจะนานแค่ไหน”
“ถ้าไปพาตัวเธอมาเลยน่าจะเร็วกว่ามั้งคะ” ฮาริเอทเสนอ ดังนั้น วิลจึงหันมาทางเขา”
“เซเนล เธอไปดูที่โรงแรมให้หน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ” เขาตอบ ส่วนฮาริเอทก็หันมาบอก “ฉันจะไปกับนายด้วย”

ที่เคาน์เตอร์ของโรงแรมนั้นเอง ซามารันกับนอร์ม่ากำลังคุยกับเจ้าของโรงแรมอยู่
“ถ้าอย่างนั้นเท่านี้เป็นไงล่ะ?” เขาวางเงินจำนวนหนึ่งให้ดู เจ้าของโรงแรมถึงกับส่ายหน้า
“เอ่อ...ผมเกรงว่าคงจะไม่ได้ครับ”
“เถอะน่า! เงื่อนไขแบบนี้คุณไม่อยากพลาดหรอกนะ”
“ผมก็มีภาระในชีวิตประจำวันที่ต้องกังวลเหมือนกันนะครับ”
ทุกๆคนเดินเข้ามากันพอดี นอร์ม่าหันมาทัน “ไงทุกคน มีอะไรเหรอ?”
“พวกเรารอเธออยู่ แต่เธอก็ไม่มาซักที เลยมาที่นี่เพื่อพาเธอไปไงล่ะ” โคลเอ้ตอบ
“คุณซามารันครับ ได้โปรดเลิกต่อรองกับผมเถอะ ผมให้คุณเช่าห้องต่อไปไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่สิ ผมหมายถึงว่าเช่าห้องน่ะได้ครับ แต่คุณต้องจ่ายค่าเช่าด้วย”
“ฉันก็บอกคุณแล้วยังไงว่าฉันจะลดให้น่ะ!”
“คุณซามารัน นั่นน่าจะเป็นคำพูดผมนะ”
เซเนลได้ฟังแล้วก็พูดเปรยๆ “หืม ชั้นเคยเห็นอะไรแบบนี้ที่ไหนมาก่อนนะ?...”
“ใช่เลย.....” ฮาริเอทช่วยเสริม
“ฉันมาที่นี่เพื่อทำวิจัยนะ! เพื่อพัฒนาเลกาซี่!”
“แต่ว่า ห้ากัลด์ต่อเดือนนี่มันก็....”
“ห้ากัลด์?! มันถูกเกินไปแล้วนะคะ!” โคลเอ้พูดอย่างตกใจ
“งั้นเหรอ?” นอร์ม่าถามกลับหน้าตาเฉย
“นี่ฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่าน่ะ?! ใครบอกกันว่าห้ากัลด์ต่อเดือน?”
“อ้อ งั้นก็ห้ากัลด์ต่อคืนหรือครับ แต่มันก็ยังค่อนข้าง---“
ไม่ทันจะพูดจบ ซามารันก็ชิงตัดบทขึ้นมาก่อน “โธ่! อย่าไร้เหตุผลแบบนั้นสิ! มันเห็นๆกันอยู่แล้วว่าต้องเป็น ห้ากัลด์-ต่อ-ปี น่ะ!”
คนอื่นๆอึ้งสนิทกันหมด นอร์ม่ารีบเบรกเขาใหญ่
“หยุดก๊อน ปู่! คุณทำฉันอายแล้วนะเนี่ย!”
เซเนลกับฮาริเอทชี้ควับไปที่คนพูดทันที “ว่าแต่เขาเถอะ....”
“ตลอดเวลาที่ผมเปิดโรงแรมมา ผมไม่เคยพบใครที่น่าขันเท่า....” เจ้าของโรงแรมกอดอกพูดแล้วก็เงียบไป
“เท่า?...” นอร์ม่าเงี่ยหูฟัง
เขาก้มหัวลงอย่างเซ็งๆ เมื่อตระหนักได้ว่าที่พูดไปมันไม่ถูก “...ไม่สิ รู้สึกว่าก่อนหน้านี้ก็มีแบบนี้คนนึง ใครซักคนที่มาที่นี่แล้วบอกว่าจะซื้อโรงแรมทั้งโรงแรมด้วยราคาห้ากัลด์....”
ซามารันและนอร์ม่าหน้าซีดเมื่อพอเดาออกว่าใครซักคนที่ว่าคือใคร
“พวกคุณ....พวกคุณคงไม่บังเอิญรู้จักหมอนั่นหรอนะ?” เขาถามอย่างแอบเคืองในใจ นอร์ม่ารีบส่ายหน้าใหญ่
“ฮ่าๆ...อ่าๆๆ..... ฉันไม่รู้จักคนงี่เง่าแบบนั้นหรอกค่า!”
“แน่นอน! ฉันคงไม่ปล่อยให้ตัวเองไปเกี่ยวข้องกับคนงี่เง่าระดับโลกแบบนั้นหรอก!” ซามารันส่ายหน้าตาม
นอร์ม่าหันมาซับซิบกับเขา “ตานั่นที่ว่าคงเป็นสเวนใช่ไหมคะ?”
“โชคร้ายว่าคงจะเป็นแบบนั้น”
เพื่อเป็นการตัดบท ซามารันหันไปหาเจ้าของโรงแรม “เอาเถอะ ช่วยไม่ได้ คุณลงบัญชีค่าเช่าห้องของฉันไว้กับของนอร์ม่าเลยก็ได้”
“อะไรน่ะ ฉันต้องจ่ายให้คุณด้วยเหรอ?!”
เจ้าของโรงแรมพยักหน้ารับแล้วหันไปรื้อบิล “ตกลงครับ ผมจะบันทึกเอาไว้ ลงบัญชี....ค่าห้อง....รวมกับคุณนอร์ม่า...”
“นี่! จะไม่ให้ฉันพูดอะไรเลยหรือไงคะ?!”
“อย่าเห็นแก่ตัวนักเลยน่า” ซามารันเกาหัวแกร่กๆ
“ฉันเหรอ? แล้วคุณเองล่ะ?!
“ฉันจะออกไปข้างนอกซักหน่อย ฝากจัดการที่เหลือด้วยล่ะ” เขาพูดจบก็เดินออกไปนอกโรงแรมทันทีโดยไม่ฟังเสียงโวยวายของนอร์ม่าที่ดังตามมา
“นี่ ยังไม่เคลียร์เลยนะ! เดี๋ยวสิ จะให้ฉันจ่ายแทนคุณจริงๆเหรอ?!”
“ถ้าจ่ายล่วงหน้าให้ได้ผมก็ยินดีนะครับ”
เชอรี่หันไปคุยกับคนอื่นๆ “คุณซามารันนี่.. ฉันจะเรียกว่ายังไงดีคะ?...”
“ไม่เหมือนที่ฉันคิดเอาไว้เท่าไหร่เลย” โคลเอ้พูด
“ลืมเรื่องคุณซามารันไปก่อนเถอะ ตอนนี้กลับไปที่บ้านวิลดีกว่า ชั้นคิดว่าเขาคงรอจนเบื่อแล้ว” เซเนลบอกทุกคนก่อนจะพาเดินกันออกไป

“ฉันมีเรื่องจะขอร้อง ฉันอยากให้ทุกคนตามฉันไปที่หมู่บ้านชาวเฟลเนส” วิลกล่าวถึงเรื่องที่เขาเรียกทุกคนมาวันนี้
“แต่ว่าพวกเขา....” เจย์พยายามจะแย้ง
“หลังจากสงครามจบลงแล้ว พวกเขาก็วางม่านพลังไว้รอบๆแล้วก็ปิดตัวเองจากโลกภายนอก”
“ตอนนี้ก็มีแต่ริจจังที่จะติดต่อกับวกเขาได้”
“อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ พวกเราได้รับการติดต่อมาว่าพวกเขาจะปลดม่านพลังลงแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยอมต้นอรับแขกชาวมนุษย์ด้วยเช่นกัน”
“อะไรทำให้พวกนั้นเปลี่ยนใจกันน่ะ?” โมเซสถามอย่างสงสัย
“ฉันเชื่อว่าคุณเมาริทซ์คงจะตอบได้ถ้าได้ถามเขาดู จริงๆแล้วเขาเป็นคนร้องขอด้วยคนเอง ให้มีการประชุมร่วมกับพวกเรา”
“คุณเมาริทซ์งั้นเหรอ?” เซเนลพูดอย่างแปลกใจก่อนจะหันไปมองหน้ากับคนอื่นๆ
“ฉันก็ได้รับข้อความนี้เหมือนกันค่ะ” เชอรี่เอ่ยขึ้นมาก่อนก้มหัว “ในฐานะที่เป็นทูตแล้ว ฉันอยากจะสนับสนุนคำร้องขอนี้”
“พวกเราน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่เธอล่ะ เชอรี่?”
“หนูก็จะไปด้วยค่ะ”
“เธอแน่ใจเหรอ? เธออาจจะไปเจอทิวล่าก็ได้นะ”
“อ้อ ใช่ ทิวจังอาศัยอยู่ที่นั่นนี่นะ” นอร์ม่าพูดออกมาเพราะนึกขึ้นได้ ฮาริเอทฟังแล้วก็นึกตามอย่างงงๆ
“ทิวจัง?....”
“เธออาจจะพูดอะไรแบบเดียวกับที่พูดครั้งที่แล้วก็ได้นะ” โคลเอ้พยายามพูดเกลี้ยกล่อมเธอ
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่ฉันอาจะทำให้ทุกคนเจอปัญหาก็ได้...”
“ไร้สาระน่า ใม่ใช่ความผิดของเธอหรอก” โมเซสส่ายหัว
“เชอรี่จ๊ะ เธอน่ะเป็นเด็กดีนะจ๊ะ”
“เอ้า ถ้าลงตัวแล้วก็ไปกันเต๊อะ”
นอร์ม่าชูมือขึ้นบ้าอยู่คนเดียว “บุก! ทุกคนเงียบกันหมด เธอรีบโวยวายใหญ่
“...โธ่ เร็วสิ ทุกคนน่ะ!”
กริวเน่และฮาริเอทนึกคึกลองทำตามบ้าง “บุก!”
“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราก็เห็นด้วยกันหมดแล้ว งั้นก็ไปกันเถอะ “ เซเนลบอกทุกคนก่อนสามสาวจะชูมือขึ้นอีก
“บุก!”
วิลหันไปหาลูกสาวที่ยังชูมือไว้อยู่แล้วสั่ง “ฮาริเอท พ่ออยากให้ลูกอยู่ที่นี่แล้วคอยดูแลบ้าน”
เธอฟังแล้วถอนหายใจแล้วบ่นใหญ่

ทุกคนเดินทางไปถึงหมู่บ้านเฟลเนส ละพบว่าม่านพลังที่คอยกำบังหมู่บ้านได้หายไปจนสามารถมองเห็นตัวหมู่บ้านได้
“อั๊วนึกว่ามันจะมีแต่ทะเลสาบนะเนี่ย แต่ดันเห็นหมู่บ้านได้ด้วย” โมเซสมองอย่างงงๆจนโดนนอร์ม่ากัด
“ก็เขาบอกแล้วนี่ยะว่าจะปลดม่านพลังน่ะ”
“จะให้ดีก็อย่าไปคาดหวังความคิดอะไรที่ออกมาจากหัวโมเซสเลยครับ” เจย์ยักไหล่ส่ายหัวพูด

พวกเขาเดินเข้าไปในเมืองและพบชาวเมืองกล่มหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ แต่เมื่อเขาเหล่านั้นมองเห็นผู้มาเยือน พวกเขาก็วิ่งหนีเข้าไปกันหมด
“แหม่ เป็นการต้อนรับที่อบอุ่นจริงๆนะเนี่ย! ฉันรู้สึกเลยว่ามีความรักท่วมท้นไปหมด! ฉันดีใจจนแทบร้องไห้เลยล่ะ!”
“นอร์ม่า เลิกพูดประชดได้แล้ว” วิลเตือนสติ
“เถอะน่า!”
ยังไม่ทันจะไปไหนกันต่อ ร่างเล็กๆของหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาทุกคน
“ทิวล่า...” เซเนลเรียกชื่อเธอ
“คุณคิดว่ามาทำอะไรที่นี่กันน่ะ?”
นอร์ม่าหันไปกระซิบกับโมเซส “หล่อนดูท่าทางโกรธนะ”
“เป็นผู้หญิงที่น่ากลัวเนาะ” เขาหันมาพยักหน้า
“เธอคงไม่ยอมให้พวกเราพูดแบบนั้นโดยไม่สวนกลับหรอกนะครับ” เจย์เตือนทั้งสองคนก่อนจะโดนตอกกลับมาแบบคราวที่แล้ว
“พวกเรา...” เชอรี่พูดออกไปอย่างอ้ำอึ้ง
“ฉันไม่ต้องการได้ยินเสียงคุณอีกแล้ว” ทิวล่าพูดตัดบท ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูดอะไร“กลับไปซะ พวกคุณไม่เป็นที่ต้องการของที่นี่หรอก”
ทิวล่าพูดก่อนหันหลังกลับไป เชอรี่รีบรั้งตัวเอาไว้ “เดี๋ยว ฉันอยากจะพูดกับเธอ”
อีกฝ่ายหันมาพูดด้วยท่าทีไม่แย่แส “แต่ฉันไม่อยากค่ะ ถ้าคุณอยากจะพูด ทำไมไม่พูดกับตัวเองล่ะ”
“ทิวล่า พอได้แล้ว” เสียงเมาริทซ์ดังขึ้นก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามา
“หัวหน้าคะ!”
“เราขอให้คนเหล่านี้มาที่นี่เอง”
ได้ยินคำอ้างแบบนั้น เธอก็ได้แต่กัดฟันกรอดแล้ววิ่งหนีไป ถึงเชอรี่จะเรียกเธอแต่ก็หยุดเธอไว้ไม่ได้

“เราต้องขอโทษกับพฤติกรรมของเธอด้วย โดยเฉพาะหลังจากพวกเธอมาถึงนี่แล้ว...”
“ไม่เป็นอะไรครับ” วิลตอบรับ ขณะเมาริทซ์ผายมือเชื้อเชิญ
“มาสิ ไปยังห้องของเรา ค่อยไปคุยกันที่นั่นเถอะ”
เมาริทซ์นำทุกคนไปยังห้องประชุม
“จริงแล้วเราตั้งใจจะปลดม่านกำบังลงเร็วกว่านี้ แต่มันก็ใช้เวลานานกว่าที่คิด กว่าที่เราจะเกลี้ยกล่อมทุกคนได้”
“จากที่พวกเราเห็น ดูเหมือนว่ามีอีกหลายคนที่ยังไม่เห็นด้วยนี่คะ” นอร์ม่าพูดออกมา
“อย่าห่วงเลย พวกเราชาวเฟลเนส ไม่มีเหตุผลอื่นใดอีกแล้วที่ต้องมองว่าโอเรลเนสเช่นพวกเธอเป็นภัยอันตราย”
เชอรี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเมาริทซ์บอกทุกคน “ชาวเฟลเนสเคารพในเจตจำนงแห่งเนลเฟสเหนือสิ่งอื่นใดค่ะ”
“เรลเฟสต้องการซึ่งสันติภาพระหว่างเฟลเนสและโอเรลเนส ดังนั้น พวกเราจะยึดมั่นในสิ่งนั้นแล้วทำให้สำเร็จ”
“พวกเรายินดีกับการตัดสินใจของคุณครับ” วิลพยักหน้า
“อย่างไรก็ตาม พวกเราก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นกัน ตามธรรมชาติแล้ว มันย่อมมีเรื่องทางอารมณ์ที่ยากแก่การแก้ไข ถึงอย่างนั้น พวกเราต้องกำจัดความขัดแย้งเกลียดชังระหว่างเรา พวกเราต้องก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคตใหม่ร่วมกัน”
เธอหันไปมองร่างสูงวัยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ “คุณเมาริทซ์...”
“ต้องขอบคุณเชอรี่ เซเนล และพวกเธอที่เหลือที่ทำให้เราตระหนึกถึงสิ่งนี้ได้”
“มาร่วมมือกัน เพื่อหาหนทางที่พวกราทุกสนสามารถแบ่งปันกันได้เถอะครับ” เซเนลพูด

“ทีนี้ สำหรับเรื่องในครั้งนี้... เรามีเรื่องจะร้องขอพวกเธอ”
“ครับ?” วิลถามถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องมาที่นี่
“ไม่นานมานี้ พวกเราได้พบเห็นหมอกดำที่ปรากฏบริเวณรอบๆหมู่บ้านของเราบ่อยครั้ง”
เมื่อฟังแล้วทุกคนก็ชะงัก
“เชอรี่ได้แจ้งเราแล้วว่าพวกเธอได้พบกับมันหลายครั้งเช่นกัน”
“คุณรู้ไหมครับว่าหมอกดำนั้นคืออะไร?” เจย์ถาม
“โชคร้าย เวลานี้เราไม่รู้อะไรเลย แต่รายงานที่เราได้ยินมาทำให้เราไม่สบายใจ หมอกดำนั่นเป็นสิ่งที่พวกเราจะละเลยไม่ได้”
“ผมเห็นด้วยครับ พวกเราจะร่วมมือด้วย เพื่อที่จะค้นหาความจริง” วิลตอบรับคำร้องของเมาริทซ์

เสียงคนดังออกมาจากนอกห้อง
“ทิวล่า! หัวหน้ากำลังมีแขกอยู่นะคะ!”
เธอเดินเข้ามาในห้องโดยไม่ใส่ใจเสียงนั้น
“มีอะไรหรือ ทิวล่า?”
“ฉันบอกพวกคุณให้กลับไป ไม่ได้ยินหรือไงกัน? หัวหน้าคะ! ได้โปรดส่งพวกเขากลับไปเดี๋ยวนี้เถอะค่ะ!” เธอพูดด้วยท่าทีไม่พอใจ
“เธอจะช่วยเลิกคิดถึงแต่ตัวเองได้ไหมน่ะ?” นอร์ม่าพูดไปเปรยๆ
“อ้อ ฉันคิดว่าพวกโอเรลเนสอย่างคุณต่างหาก ที่เป็นคนคิดถึงแต่ตัวเองน่ะ”
“อะไรนะ?....” โคลเอ้ชักสงสัย ส่วนเซเนลก็รับฟังอยู่เงียบๆ
“หลังจากที่คุณใช้และสังหารชาวเฟลเนสไปมากมายแล้ว ฉันแปลกใจนะที่คุณยังมีหน้ามาพูดแบบนั้นอีก ที่ฉันพูดไปไม่จริงงั้นหรือคะ?” เธอตอกกลับแล้วหันไปหาเชอรี่
“ทำไมเนลเฟสต้องเลือกคนเช่นคุณด้วย? ทำไมฉันถึงไม่ได้เป็นเมลเนสล่ะ? ฉันจะกวาดล้างทั้งโอเรลเนส ทั้งพื้นดินไปให้หมดเลย!”
“โอแม่... ฉันดีใจจริงๆนะที่ทิวจังไม่ได้หน้าที่นั้นไป...”
“แหงล่ะ” โมเซสเสริม ขณะที่เจ้าตัวหันมาหาพวกเขาทั้งสองคน
“พวกคุณกล้าดียังไงมาล้อฉันเล่นน่ะ?!”
นอร์ม่าสะดุ้งโหยงทันที ส่วนโมเซสก็ทำหน้าเหยๆ
“อั๊วะนึกว่าจะกลับจนฉี่ราดแล้วสิ...”
เชอรี่ลุกไปยืนใกล้ๆทิวล่า
“อะ..อะไรล่ะ?...”
เธอส่ายหน้าแล้วเริ่มพูด “พลังที่ใช้ทำลายล้างผู้คนนั้นไม่ใช่พลังที่ฉันปรารถนาที่จะใช้กับใครหรอกค่ะ”
“หมายความว่ายังไงกัน?”
“ก็อย่างที่พูดนั่นล่ะค่ะ”
“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดหรอก!ถอยไปจากฉันซะ! อย่าเข้ามาใกล้ฉันอีก!”
เซเนลลุกขึ้นจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เชอรี่ก็หันมาหยุดเขาไว้ก่อน “พี่คะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
“ถ้าคุณลืมว่าคุณเป็นชาวเฟลเนส หรือถ้าคุณโยนทิ้งซึ่งหน้าที่ในฐานะเมลเนสไปแล้วล่ะก็ อย่ามาเสนอหน้าให้ฉันเห็นแถวนี้เลย! ที่นี่นะคือที่ๆพวกเราเฟลเนสอาศัย!”
ถึงที่สุดแล้ว เซเนลก็เดินเข้ามาหาทั้งสองคน
“พี่เซเนล....”
“อะ...อะไร? อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!”
“เชอรี่น่ะไม่ได้ลืมอะไรเลย ไม่ว่าเรื่องที่เธอคือเฟลเนส หรือเรื่องที่เธอคือเมลเนส”
“คุณจะรู้ได้ยังไงล่ะ?”
“ไม่รู้หรอก” เขาตอบ “ชั้นไม่ใช่เชอรี่ ชั้นจึงไม่รู้ถึงความทรมานของเธอ แต่ชั้นบอกได้ เชอรี่น่ะรู้มากกว่าใครถึงความจริงที่ว่าเธอคือชาวเฟลเนส เธอใช้ชีวิตอยู่กับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการเป็นเมลเนสนั้นหมายถึงอะไร”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วทำไม—“ ทิวล่าพยายามแย้ง
“เธอเลือกที่จะอยู่กับพวกเราเพื่อช่วยสร้างอนาคตที่ดีขึ้นเพื่อเฟลเนส”
“เธอกำลังทำงานเพื่อเติมเต็มความรับผิดชอบของเธอในฐานะเมลเนส ในรูปแบบที่ต่างออกไป” วิลเสริม
“พูดอีกอย่างก็คือ เธอมีความกล้ามากกว่าเด็กสาวดื้อด้านอย่างเธออีก” นอร์ม่าช่วยพูดอย่างกระทบกระเทียบนิดๆ
“ร...เรียกฉันว่าอะไรนะ?! พวกคุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?!”
เซเนลเดินเข้าไปใกล้เธอ “เธอน่ะเปลี่ยนแปลงอะไรไมได้หรอก ถ้าเธอไม่เต็มใจที่จะพยายามเปลี่ยนมันด้วยตัวเอง อย่าขี้ขลาดสิ”
“คุณ...กล้าดียังไง...”
“เฟนิมอร์ยอมรับพวกเรา เธอรู้ไหม?”
ทิวล่าพูดออกมาอย่างไม่เชื่อหูตนเอง “พี่เฟนิมอร์งั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้!”
“ถ้าเธอมัวแต่ใช้เวลาทั้งหมด มากังวลว่าใครเป็นโอเรลเนส ใครเป็นเฟลเรส อะไรๆก็ไม่เปลี่ยนไปหรอก เธอไม่คิดหรือว่ามันถึงเวลาที่เธอต้องตระหนักถึงเรื่องนั้นแล้ว”
“ฉันไม่ยอมให้คุณหรอกฉันหรอก! ฉันจะไม่มีวันเชื่อคุณ!”
เธอตะโกนใส่เขาแล้ววิ่งหนีออกไป
“ทิวล่า!” เชอรี่ร้องเรียก่อนวิ่งตามออกไปด้วย
“คุณเมาริทซ์ ขอโทษนะครับ”
“จะตามเชอรี่ไปงั้นหรือ? เราขอเดานะ ไม่เป็นอะไรหรอก เราก็เสร็จธุระแล้วเช่นกัน
เชอรี่วิ่งออกไปข้างนอกจนถึงส่วนบนของเมือง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สุสานหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดียว ข้างๆมันมีร่างของออโตมาต้อนตัวนึงนอนพิงอยู่อย่างสงบนิ่งอยู่ เธออ่านชื่อที่สลักไว้บนป้ายหลุมศพนั้น
“นี่คือ....งั้นหรือ....สุสานของ..... ขอโทษนะที่มาพบเธอช้า เฟนิมอร์ ฉันน่าจะมาให้เร็วกว่านี้ ฉันว่าเธอคงอยากจะดุฉันที่ช้าไปหน่อย”
เธอก้มมองสุสานของเพื่อนด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
“ฉันคิดถึงเธอตลอดเวลาที่พุดกับทิวล่า น้องสาวของเธอพูดเหมือนกับที่เธอเคยพูด.... แล้วทิวล่าก็หน้าตาเหมือนเธอด้วย เธอเคยโมโหตอนที่เธอรู้ว่าฉันคือเมลเนส แล้วเธอก็โมโหมากๆที่ได้รู้เรื่องพี่เซเนล แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น พวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหมจ๊ะ?”
“ฉันบอกเธอไม่ได้จริงๆ ว่ามันสบายใจแค่ไหนที่มีเธออยู่กับฉัน เป็นเพราะเธอทำให้มีฉันอยู่ในวันนี้ ฉันอยากจะคุยกับเธออีกเยอะๆ อยากจะใช้เวลาร่วมกับเธออีกเยอะๆ ฉันขอโทษนะ ฉันรู้ว่าต้องมองโลกในแง่ดีกว่านี้หน่อย”
“แต่ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ ตอนนี้ฉันสบายดี ฉันไม่ได้อยู่ตามลำพังอีกแล้ว พี่เซเนลอยู่กับฉัน และทุกคนก็ด้วย ฉันจะทำสิ่งที่ต้องทำ ดังนั้น พักผ่อนอย่างสงบเถอะนะ และฉันจะคอยดูแลทิวล่าให้ด้วย”

ทุกคนเดินเข้ามาหาเธอซึ่งยืนหลับตาอยู่เบื้องหน้าหลุมศพ เซเนลเอ่ยปากถามอย่างเป็นห่วง
“เชอรี่...เธออยู่คนเดียวเหรอ?”
เมื่อเธอหันกลับมา โคลเอ้ก็ถามบ้าง
“เธอหาทิวล่าเจอหรือยัง?”
“อ้ะ ...ไม่ค่ะ ฉันมาที่นี่แล้วก็ยังไม่เจอเธอเลย”
“....งั้นเหรอ” เซเนลพูด ก่อนนอร์ม่าจะเอี้ยวตัวถามเธอ
“ริจจัง เธอเสียใจหรือเปล่าน่ะ?”
โคลเอ้หันควับไปปรามทันที “นอร์ม่า จะพูดก็คิดก่อนสิ”
“ไม่เป็นอะไรค่ะ ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว”
เมื่อพูดจบ แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้นอีก
“เหวอ แผ่นดินไหวเรอะ?” โมเซสพูด ก่อนที่เสียงร้องกรี๊ดของผู้หญิง
“เสียงร้องนั่นมันอะไรน่ะ?!” โคลเอ้หันไปหาทุกคน
“แหม เสียงเหมือนทิวล่าเลยนะจ๊ะ”
โมเซสชี้ไปที่ด้านหนึ่ง “มันมาจากแถวๆทางเข้าไง!”

เธอยืนอกสั่นขวัญผาอยู่ที่หน้าบ้านของเมาริทซ์ เบื้องหน้าเธอมีหมาป่ากัลฟ์ตัวหนึ่งยืนจ้องเธออย่างดุร้าย
“ไม่....ฉัน....”
หมอกดำแผ่พุ่งขึ้นมารอบๆตัว ก่อนที่ร่างของหญิงปริศนาจะปรากฏมาที่ด้านหลังของทิวล่า
“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าจงมอบความชิงชังและความปรารถนาของเจ้าให้กับเรา”
หมาป่าส่งเสียงหอนขณะก้าวเท้าเข้าไปใกล้
“ระวัง!” เสียงเชอรี่ร้องดังขึ้นก่อนเทลเคสของเธอจะพุ่งเข้าชนปีศาจจนเสียหลักล้มลงไป จังหวะนั้นร่างของหญิงลึกลับและหมอกดำก็หายไปก่อนที่ทุกคนจะวิ่งมาถึงตัวทิว ล่า
“จัดการมันกันเถอะ” เซเนลตั้งท่าเตรียมรับมือกัลฟ์ที่ยนตัวลุกขึ้นแล้วหันมาจ้องพวกเขา
“ถอยไป...จากฉันนะ!” ทิวล่าร้องตะโกนออกมา หมอกสีดำพวยพุ่งขึ้นมาต่อหน้าเธอ!
“หมอกดำเหรอ!” เซเนล, โคลเอ้ และโมเซสพูดออกมาพร้อมกัน
ร่างของปีศาจอีกตัวหนึ่งปรากฏออกมาจากการรวมตัวของหมอกเช่นเดียวกับที่ผ่านมา
“มันกลายเป็นเจ้าตัวกลมๆนั่นอีกแล้ว!” นอร์ม่าพูด
“มันจะกลายเป็นปีศาจตัวใหม่อีกงั้นหรือ?!” วิลฉวยอาวุธของเขาขึ้นมา
“อย่างกับว่าพวกเราช่วยอะไรมันได้นี่! ไปเลย!” เขาหันมาบอกทุกคน
“ค่ะ!/ทราบแล้ว!/ได้เล้ย!” เชอรี่, โคลเอ้และโมเซสตอบรับ
เชอรี่มองปีศาจและมองทิวล่า “ฉันไม่ยอมให้ทำร้ายคนที่ฉันเป็นห่วงหรอกนะ”

ถึงจะจัดการปีศาจได้แล้ว แต่หมอกดำก็ยังคงอยู่ จุดศูนย์กลางของมันอยู่ที่ทิวล่านั่นเอง!
“เป็นความผิดของคุณ....เป็นเพราะคุณมาที่นี่!”
หมอกนั้นยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆขณะที่เธอถูกครอบงำเพราะความเกลียดชัง เชอรี่หยุดมองเธอแวบหนึ่งแล้ววิ่งเข้าไป
“เชอรี่ ระวัง!” เซเนลตะโกนและยกมือเพื่อจะรั้งเธอไว้แต่ก็ช้าไปหน่อย เชอรี่ไปถึงตัวทิวล่าและเข้าโอบกอดเธอ
“คุณ...คุณทำอะไร...”
“ไม่เป็นไร อย่ากลัวเลยนะ” เธอพูดเบาๆข้างๆหูทิวล่า ขณะสองมือส่องแสงสว่างออกมา
“ทุกอย่างน่ะปลอดภัยแล้ว”
สิ้นคำ แสงจากมือของเธอก็จ้าขึ้น จนหมอกดำเหล่านั้นหายไปหมด
“หมอกมัน....หายไปแล้ว” วิลพูดขณะหันไปมองรอบๆ
เชอรี่ผละออกมาจากทิวล่า สำรวจอาการของอีกฝ่าย
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? บาดเจ็บหรือเปล่า?”
ทิวล่าถอยกรูดไปตั้งหลัก แล้วก้มหน้าลงไม่ยอมสบตาเชอรี่ตรงๆ
“ขอบ...”
“หือ?”
“....ขอบ...ชอบคุณที่ช่วยฉันเอาไว้....”
“ฉันดีใจที่เธอไม่เป็นอะไรนะ” เชอรี่ยิ้มให้จนอีกฝ่ายได้แต่เงียบ

“โอ๊ย...” กริวเน่ร้องออกมาอย่างเบาๆขณะกุมศีรษะ
“เจ๊....เจ๊กริว!” นอร์ม่าเข้าไปประคองเธอขณะเชอรี่ก็วิ่งมาดูด้วย
“....พี่อาจจะรู้ว่าหมอกนั่นคืออะไร....”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนตกใจ
“จริงหรือครับ?!” เจย์ถาม
“บางทีเราอาจจะได้รู้ความจริงจาแหล่งที่ไม่ได้คาดหวังก็ได้” วิลกอดอกขณะรอคำพูดจากเธอ
“เจ๊ทำได้แน่ค่ะ เจ๊กริว!”
กริวเน่ส่ายศีรษะเล็กน้อยเมื่ออาการปวดหายไป “ใช่....ฉันจำได้แล้ว...”
“จริงหรือคะ?” เชอรี่ถามเพื่อความมั่นใจ
“พี่จำได้...ว่ามีบางอย่างที่พี่ควรจะจำได้”
เมื่อได้ยินคำตอบ ทุกคนก็แทบนอนตายกันหมด
“เรื่องนั้นพวกเราก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือคะ?” โคลเอ้พูด ส่วนเจย์ก็ส่ายหน้า
“พูดอีกอย่าง เธอไม่ได้จำอะไรได้เลยครับ”
“หืม ไม่นะ แบบนั้นก็ไม่ถูกซะเท่าไหร่ ที่หมายความถึงก็คือ...”
“คะ?” นอร์ม่าเงี่ยหู
กริวเน่ทำหน้าครุ่นคิดแล้วก็นึกออก “หืม อะไรกันน้อ?”
ทุกคนแทบจะนอนตายกันอีกรอบ นอร์ม่าดิ้นๆโวยวายใหญ่
“เจ๊ลืมไปแล้วเหรอไงค๊าว่าจะพูดอะไรน่ะ?!”
“แหม แย่จังเลยนะจ๊ะ”
“เถอะน่า อย่างน้อยก็ทำให้เหมือนว่าเจ๊กังวลหน่อยสิ!
“แหม นอร์ม่า ท่าทางเธอจะกำลังสนุกสินะจ๊ะ!” เธออมยิ้มตอบกลับมาตามแบบฉบับกริวเน่
“เจ๊คิดไปอย่างงั้นได้ไงเนี่ย?!”
จะพูดยังไงอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไม่ได้เข้าหูอีกฝ่ายเลย
“แหม ตอนนี้พวกเราก็อยู่นี่แล้ว ทำไมไม่ปลูกต้นไม้กันหน่อยล่ะจ๊ะ?~”
พูดจบเธอก็มองไปมองมา ก่อนเดินไปที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งแถวๆนั้นและเริ่มลงมือขุดดิน
“ผมยอมแพ้แล้วครับ....” เจย์พูดอย่างหมดหวังขณะดูกริวเน่หว่านเมล็ดในไหลงไปบนดินพลาง ร้องเพลงไปพลาง
“พวกเรามาหว่านเม็ดพืช~ วางมันเบาๆ~ รดน้ำมันดีๆ~ เมล็ดน้อยๆ ผลิบานอยู่ใต้ดิน เติบโตอย่างปลอดภัยและแข็งแรง~”
โมเซสหันมาถามทุกคนอย่างงงๆกับพฤติกรรม “นี่พวกเรามาปลูกตรงนี้โดยไม่ขอคนอื่นๆได้หรือเปล่าหว่า?”
“ฉันคิดว่ามันก็คงไม่ไปทำให้อะไรเสียหายหรอกนะคะ แต่ว่า....” เชอรี่ยิ้มเจื่อนๆ
“เอาเถอะ ยังไงมันก็ถูกปลูกไปแล้วนี่” นอร์ม่าตอบอย่างปลงตก ขณะที่กริวเน่ปลูกเสร็จพอดี
“เสร็จแล้วจ๊ะ” เธอพูดแล้วเดินมาหาทุกคน
“เสร็จแล้วเหรอคะเจ๊? นี่เจ๊ดูท่าทางมีความสุขมากเลยนะเนี่ย”
“ตอนนี้หมอกดำดูเหมือนจะยิ่งลึกลับมากยิ่งขึ้นอีกนะครับ” เจย์ดังทุกคนกลับเข้าเรื่องหลังออกนอกเส้นทางไปนาน
“แผ่นดินไหวเกิดขึ้น แล้วหมอกก็ปรากฏ แล้วมันก็กลายเป็นปีศาจ” เซเนลลองลำดับเรื่องราว ส่วนวิลก็เหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ
“วิลจิ ท่าทางมีอะไรไปสะกิดใจคุณเหรอ?”
“เธออาจจะคิดว่าฉันบ้านะถ้าจะบอกว่าหมอกนั่นอาจจะมีปฏิกิริยาบางอย่างกับอารมณ์ของมนุษย์น่ะ?”
“ผมก็คิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนั้นเหมือนกันครับ จริงๆแล้วก็ไม่ได้มากไปกว่าความเป็นไปได้ แต่ก็....อย่างแรกเลย หมอกนั่นดูเหมือนจะมีเจตนาเป็นของตัวเอง” เจย์เสนอความคิดของเขา
“แล้วใครเป็นคนควบคุมมันล่ะ? แล้วยังไง?” โมเซสชักจะเริ่มสงสัย
“ดูเหมือนว่ามันคงจะไม่ใช่รูปแบบของศาสตร์แห่งเขี้ยวหรอก..” วิลตอบไปตามที่เขาเข้าใจ
“เอาเถอะ อย่างน้อยก็จัดการปีศาได้แล้ว อั๊วว่าเท่านั้นก็คงพอ”
นอร์ม่ารีบพูดอย่างเห็นด้วย “ใช่! แล้วทิวจังก็ไมบาดเจ็บอะไรด้วย”
“พวกเราก็เสร็จธุระกับคุณเมาริทซ์แล้ว พวกเราก็ควรกลับเมืองได้แล้ว” วิลสรุปก่อนทุกคนจะเดินออกไป แต่เชอรี่หยุดเท้าแล้วหันไปทางทิวล่า เธอยังก้มหน้าเงียบอยู่ที่เดิม เชอรี่จึงเดินเข้าไป
“ฉันขอพูดอะไรกับคุณซักหน่อยได้ไหมคะ? คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับฉันก็ได้ แต่ได้โปรดฟังเถอะนะ”
ทิวล่านิ่งซักพักก่อนเงยหน้าขึ้นมา “....ก็ได้ค่ะ”
“ขอบคุณ ... ฉันคิดว่าการใช้ความเกลียดชังความสู้กับความเกลียดชังน่ะมันง่ายค่ะ”
“อะ...อะไรนะ?”
“แต่นั่นจะไม่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ ถึงฉันจะใช้พลังในฐานะเมลเนสเพื่อทำลายผืนดิน มันก็ไม่ได้นำพาไปสู่ความสุข ฉันไม่คิดว่าการปลดปล่อยความเกลียดชังออกมาจะพาไปสู่ความสุขได้”
“คุณแน่ใจขนาดนั้นได้ยังไงกัน?”
เชอรี่หลับตาลงแล้วตอบ “แทนที่จะใช้พลังเพื่อสงคราม ฉันอยากจะใช้มันทั้งหมดเพื่อการเชื่อมั่นในผู้คน”
“เพื่อเชื่อมันในผู้คนเหรอ?”
“โอเรลเนสและเฟลเนส ไม่ได้แตกต่างกันมากถึงขนาดนั้น มันเหฌ็นได้ชัดเจนเมื่อได้อยู่ร่วมกับพวกเขาซักช่วงเวลาหนึ่งค่ะ”
“แต่โอเรลเนลทำเรื่องโหดร้ายนับไม่ถ้วนกับพวกเรานะ”
“ใช่ ถูกแล้วค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอเรลเนสทุกคนจะโหดร้ายทั้งหมด ฉันอยากจะหาเส้นทางที่ทั้งโอเรลเนส และเฟลเนสจะสามารถเดินร่วมกันได้ จับมือร่วมกันได้ เพราะอย่างนั้นฉันจึงอยู่กับพี่เซเนลและคนอื่นๆ”
ทิวล่าก้มหน้าลงเมื่อได้รับฟังทั้งหมด
“นั่นเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกในเวลานี้ค่ะ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับฉันก็เป็นอะไร ถ้าคุณอยากจะเกลียดฉันก็ไม่เป็นอะไร แต่ฉันจะเชื่อมั่นต่อไป ว่าวันที่ทุกคนจะเข้าใจนั้นจะมาถึง”
เธอกล่าวก่อนหันกลับมาหาทุกคน “ขอโทษที่ให้รอนะคะ ไปกันเถอะ”
เชอรี่เดินออกไปพร้อมทุกคน แต่ไม่นานทิวร่าก็พูดขึ้น “เดี๋ยวค่ะ! ตอนนี้คุณมีความสุขอยู่หรือเปล่า?”
“ค่ะ มากเลยด้วย” เชอรี่ตอบไปอย่างยิ้มแย้ม
“....แล้วฉันจะพูดอะไรได้อีกล่ะหลังจากที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นแล้ว.... ฉันไม่คิดว่าฉันจะให้อภัยคุณได้ในเร็ววันนี้ ฉันไม่คิดว่าฉันจะเห้นด้วยกับคุณได้ในเร็ววันนี้ แต่แค่ทีละนิดทีละน้อย ฉันจะฟื้นฟูความสุขให้แก่หมู่บ้านนี้ด้วย ฉันอยากจะเห็นผู้คนยิ้มอีกครั้ง”
“อื้อ พวกเรามาพยายามให้ถึงที่สุด เพื่อให้มันเกิดขึ้นเถอะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น จนกว่าจะถึงเวลานั้น....” ทิวล่าเงยหน้าขึ้นมามองเธอ “จนกว่าจะถึงตอนนั้น ให้ฉันเกลียดคุณเถอะนะ”
“เอาสิ ถ้าแบบนั้นจะช่วยให้ทุกคนสบายใจขึ้น”
ทิวล่าวิ่งหายไป ส่วนคนอื่นๆก็หันมามองเชอรี่
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเชื่อว่าเธอจะเช้าใจได้ซักวัน”
“.... ใช่” เซเนลพูด
“เธอบอกความรู้สึกของเธอเองได้เยี่ยมมากจ๊ะ เชอรี่” กริวเน่ชมเธอ
“ขอบคุณค่ะ”

ทุกคนเดินทางออกจากหมู่บ้านไป ขณะที่เมาริทซ์ยืนอยู่ข้างๆทิวล่า
“ซักวัน พวกเราคงต้องยินดีกับเธอ”
“อะไรคะ?”
“ยินดีที่เมลเนสกลายเป็นคนอย่างที่เธอเป็น”
“หัวหน้า....”
“พวกเรายังแทบจะไม่ได้เริ่มต้นก้าวเดิน และไม่มีใครบอกได้ว่าอนาคตจะนำมาซึ่งอะไร ถึงกระนั้น....ท้องทะเลก็เงียบสงบ”
“ค่ะ....บางทีอาจจะยังมีความหวังอยู่ก็ได้”
ทั้งสองคนมองไปยังร่างของกลุ่มคนที่กำลังเดินออกไปนอกหมู่บ้าน ทิวล่าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า
“รอยยิ้มนั่นน่ะเป็นของจริง....”

ทุกคนกลับมาถึงเมืองเวลเทสเมื่อพระอาทิตย์ลับฟ้า
“ฉันพูดไม่ได้ว่าพวกเราคืบหน้านะ ว่าไหม?” นอร์ม่าหันมาหาทุกคน
“ใช่จ๊ะ แย่จังเลยนะ” กริวเน่เห็นด้วย
“ฉันดีใจนะคะที่ได้ไปที่หมู่บ้าน ฉันได้พูดอะไรหลายอย่างเลย” เชอรี่บอกโดยเซเนลก็เห็นด้วย
“สงสัยจังว่าทิวจังจะอารมณ์เย็นลงหรือยัง” นอร์ม่าพูดเปรยๆโดยไม่ได้สังเกตว่าโคลเอ้ท่าทางผิดปกติ
“เธอไม่จำเป็นต้องใจเย็นลงหรอก ถ้าเธอมีอะไรที่จะพูด เธอก็จะจ้องตาของพวกเราแล้วก็พูดมาเอง” วิลแย้ง
โมเซสพยักหน้าหงึกๆ “ช่าย มันน่าจะเป็นแบบนั้นน่ะล่ะ”
ทุกคนคุยกันสนุกสนานยักเว้นโคลเอ้คนเดียว
“มีอะไรเหรอ โคลเอ้?” เซเนลที่ยืนอยู่ข้างๆสังเกตเห็นก่อนใคร พอคนอื่นได้ยินจึงหันมามองเธอ “โคลเอ้?”
เธอสะดุ้งเงยหน้ามามอง “หือ?...อ๋อ... ไม่มีอะไรหรอกนะ”
ถึงจะพูดแบบนั้นสีหน้าเธอก็แปลกไปกว่าปกติอยู่ดี
“ฉันเหนื่อยแล้วล่ะ! ฉันอยากนอนแล้ว!” นอร์ม่าบ่นนั่งลงกับพื้น
“แหม ใช่ พี่ก็ด้วย เตียงดีๆ นุ่มๆ!”
“วันนี้ก็พอกันแค่นี้เถอะ” วิลบอกทุคน นอร์ม่ารีบแจ้นมากลางวงท่าทางร่าเริง
“ได้เล้ย! เข้านอน! บุก!”เธอตะโกนแล้วเผ่นเข้าโรงแรมก่อนใคร คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไป ส่วนโคลเอ้นั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“การใช้ความเกลียดชังความสู้กับความเกลียดชังน่ะมันง่าย.....”
เธอพึมพำประโยคที่ได้ยินจากปากของเชอรี่วันนี้
“เธอพูดถูกแล้วล่ะ นั่นเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด........ ถ้ามีใครซักคนถามฉันว่าฉันมีความสุขหรือเปล่า ฉันสงสัยว่าฉันจะตอบออกไปพร้อมกับรอยยิ้มแบบนั้นได้หรือเปล่านะ....”

------------------------------------------------------

Note : เปลี่ยนวิธีแปลบทพูดนิดหน่อย ไม่รู้ว่าจะอ่านยากขึ้นหรือเปล่าน่ะนะ :3

--------มือบอนโดย Next Farecery @ 9 Mar, 2007, 10:50 pm----------

  • Posts : 364
  • G. : 29470

September 17th, 2006 08:40PM, Nallu said,

 

เอิ๊ก....นางเอกสุดขี้หึง XD
เฟนิมอร์!! ทิวล่า !! บันไซ!!!!
ตอนนี้สั้นดีแฮะ ตอนหน้าก็โคลเอ้แล้วสินะ....
(เราจบแล้ววววว จบ TOL แล้วววว)

  • Posts : 159
  • G. : 8926

September 18th, 2006 05:43PM, MaNiAs said,

 

ตอนหน้า โคลเอ้แร้ว ฮิ้ววววววว
รอ ร้อ รอ ช้านจารอ โคลเอ้ :rolllol:

/me รีบปายหลับฝันถึงโคลเอ้ที่ร้ากกก :sleep:

โอ้ว ในที่สุดก็มีบล็อคของตัวเองซะที เย้ >x<

[size=3].....จบชีวิต กะ TOA =x=.....[/size]

September 18th, 2006 05:44PM, †SeTTaVuD† said,

 

อ้ากถ้าเป็นโครเอ้ ผมเฮ้ เลยน่ะจะบอกให้อยากอ่านมาก หึหึ
รู้สึกจะขยันมากเลยน่ะ ท่านเน็ก ว่ะฮ่าฮ่า:rolllol:


†ผมเหรอ ก็แค่คนบ้า Tales ที่บังเอิญผ่านมา จำไว้ด้วยละ†