Tales of Legendia - Character Quest : A place to call home, part1.

October 1st, 2006 02:09PM, Next Farecery said,

 

พายุฝนที่โหมกระหน่ำกลางความมืด ชายคู่หนึ่งยืนถือดาบประจันหน้ากันอยู่ ห่างไปจากนั้นไม่ไกลนัก เธอในอดีตซึ่งยังคงไว้ผมยาวดำขลับ และสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนยาว นั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆกับรถม้าที่พังยับเยิน ข้างๆมีร่างของหญิงที่ไม่ไหวติง
“ท่านแม่! ลืมตาสิคะ! ได้โปรดเถอะค่ะ....ลืมตาสิ...”
เธอคร่ำครวญด้วยน้ำตา “ท่านแม่! ท่านแม่!”
เสียงชายอีกคนหนึ่งดังขึ้น
“หากเจ้ายินยอมมอบของมีค่ามาซะโดยดี ชีวิตของเจ้าก็คงได้รับการละเว้นแล้ว”
เสียงคมดาบปะทะกันเรียกให้เธอหันไปหา “ท่านพ่อคะ!”
ที่นั่น ร่างของพ่อของเธอนั่งทรุดกายอยู่ อาวุธในมือได้หลุดกระเด็นมาตกใกล้ๆเธอ เพียงครู่เดียว ท่านก็ถูกคมดาบของชายคนนั้นฟาดฟันจนล้มเลือดไหลนองไปทั่ว...
“ไม่.... ท่านพ่อ.... ท่านพ่อ.... เป็นไปไม่ได้....ไม่…” เธอกรีดร้องออกมาเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ฆาตกรคนนั้นเดินตรงเข้ามาใกล้เธอ
“อา....อะ...อ๊า... ถอยไปนะ...” เธอเดินถอยหลังไปด้วยร่างกายที่สั่นระริก ขณะที่อีกฝ่ายยังคงเงียบอยู่
“ไม่...ไม่!” เธอหันไปเห็นดาบที่ตกอยู่ใกล้ๆตัวเธอ แต่เพียงแค่นั้น คมดาบที่เปื้อนเลือดก็หมายมุ่งมาที่เธอทันที
“หากเจ้าหยิบดาบนั่น เราจะไม่ปราณีเจ้าอีก แต่หากเจ้ามุ่งหวังเช่นนั้นก็เชิญ”
เสียงขู่ที่ลอดมาจากผ้าคลุมที่ใช้ปกปิดใบหน้าของเขาทำให้เธอชะงัก ได้แต่ร้องอยู่ในลำคอเพียงเบาๆ
“เจ้าไม่สามารถหาได้แม้กระทั่งความกล้าที่จะสู้หรือ?” เขาลดอาวุธลง “สกุลอันสูงส่งแห่งวาเลนส์....ก็เหลือเพียงเท่านี้สินะ น่าสมเพชจริง”
เขาเดินเข้าไปใกล้ขณะที่เธอได้แต่ถอนหลังไปด้วยความหวาดกลัว “ถอย....ถอยไป....ถอยไปจากฉันนะ.... ไม่....ไม่ ถอยไปนะ...อา....”
เขาก้มลงเก็บดาบที่ตกลงบนพื้นแล้วเดินเข้ามาหา
“ม....ไม่...ไม่....ไม่!” เสียงหัวใจของเธอเต้นแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ขณะที่ปลายของอาวุธนั้นถูกยกขึ้นเพื่อสังหารเธอ....
“กรี๊ด-----!”

โคลเอ้สะดุ้งพรวดขึ้นมากลางดึกในห้องของตัวเอง ทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อที่แตกพลั่กราวกับยืนอยู่กลางแดด เธอหอบอย่างแรงเพราะความตกใจจากฝันที่เห็น ซักพักเธอก็ลุกขึ้นจากเตียง
“ฝันนั่นอีกแล้ว....ฉันนึกว่าจะเลิกฝันถึงมันได้แล้วซะอีก....”
เธอหันไปยังนอกหน้าต่าง มองสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง
“อ้อ....ฝนตกนี่...เมื่อไหร่ฉันจึงจะถูกปลดปล่อยจากคำสาปนี้กันนะ…”

เธอนั่งอยู่ที่ข้างกำแพงห้องจนรุ่งเช้า
“ฝนหยุดตกแล้ว” เธอพึมพำกับตัวเองแล้วลุกขึ้น “ฉันไม่ได้ฝันเรื่องนั้นตั้งแต่กลับมาที่เลกาซี่ ฉันนึกว่าในที่สุด....... ท่าทางฉันคงไม่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ลืมมันสินะ”
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น เธอรีบหันไปตอบรับ “นั่นเธอเหรอ เอลซ่า? ประตูไม่ได้ล็อกหรอก”
เอลซ่าวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน “ฉัน...เอ่อ....ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณหน่อยค่ะ! คุณพ่อออกไปหาวัตถุดิบของตัวยา แต่ท่านยังไม่กลับมาเลย....ฉันเลย.....แค่กๆ”
เธอไม่ทันพูดจนจบอาการป่วยก็กำเริบขึ้นมานิดหน่อย โคลเอ้เข้าไปประคองเธอขึ้นมา
“ใจเย็นสิ เอลซ่า พูดช้าๆหน่อย”
“ได้....ได้ค่ะ”
“มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณอัลคอตท์หรือ?”
“ตอนที่ท่านออกไปท่านบอกว่าจะกลับมาก่อนค่ำ ท่านก็ยังไม่กลับมาเลย ฉันเลยเริ่มเป็นห่วง....”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะไปตามหาเขาเองค่ะ แล้วเขาไปที่ไหนล่ะ?”
“ท่านบอกว่าจะไปที่ป้อมปราการซักแห่ง ป้อมปราการของวา....อะไรซักอย่างที่เป็นกองทัพน่ะค่ะ”
“ปราการลับที่กองทัพของวากรัฟเคยใช้เหรอ?”
“วากรัฟ! ใช่ค่ะ นั่นล่ะ”
โคลเอ้เริ่มคิดอะไรบางอย่าง ขณะที่เอลซ่าเริ่มขอร้องต่อ
“แต่คุณโคลเอ้คะ คุณจะ....คุณจะช่วยพาฉันไปด้วยได้ไหมคะ?”
เธอรีบส่ายหน้าทันที “ไม่ได้หรอก นอกเมืองน่ะมันอันตรายนะ ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็กำลังป่วยด้วย ฉันยอมให้เธอไปทำอะไรแบบนั้นไม่ได้”
“ฉันรู้ค่ะ แต่ได้โปรดเถอะ! ฉันเป็นห่วงเขามาก!”
เธอก้มหน้าลงน้ำตาซึม
“คุณอัลคอตท์คงจะเสียใจถ้าอาการของเธอแย่ลงนะ”
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณพ่อกลับมาช้าค่ะ ทุกครั้ง ท่านมักจะกลับมาอย่างเหนื่อยล้า หรือไม่ก็บาดเจ็บอย่างหนัก”
“ฉันเข้าใจว่าเธอรู้สึกยังไง แต่เธอจำเป็นต้องอยู่ที่นี่นะ เขาอาจจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วถ้าเขาพบว่าเธอหายตัวไปก็จะยิ่งทำให้เขาเป็นกังวล”
“พ่อกำลังค้นหาวัตถุดิบเหล่านั้นมาเพื่อฉันค่ะ ฉันทนคิดว่าท่านต้องบาดเจ็บหรือตกอยู่ในอันตรายเพียงเพื่อเพราะฉันไม่ได้หรอกค่ะ!”
“เอลซ่า.....”
เธอโผเข้ากอดโคลเอ้เพื่อขอร้อง “ดังนั้นได้โปรดเถอะค่ะ พาฉันไปด้วย”
“....ไม่ได้หรอก”
แม้จะพยายามแค่ไหนคำตอบก็ยังเหมือนเดิม เอลซ่าผละกายออกมาเงียบๆ
“ฉันจะไปขอให้คูลริดจ์กับคนอื่นๆช่วยด้วย เธอรอที่นี่เถอะนะ”
“คุณจะไม่เปลี่ยนใจไม่ว่าจะยังไงหรือคะ?”
โคลเอ้พยักหน้ารับ “ไม่ว่ายังไงก็ตาม”
เอลซ่านิ่งไปก่อนเดินไปที่ประตู เธอก้มหน้าพูดอย่างซึมๆทั้งที่ยังหันหลังให้อยู่ “....ตกลงค่ะ ฉันขอโทษที่ทำตัวดื้อด้านไป”

เช้าวันนั้นเอง ฮาริเอทเดินไปปลุกเซเนลที่บ้าน
“เซเนลคุง ตื่นได้แล้ว! นายตั้งใจจะนอนกินบ้านกินเมืองถึงไหนน่ะ?!” เธอตะคอกอย่างโมโห
เขาสลึมสลือลุกขึ้นมาครึ่งหลับครึ่งตื่น “อืมม....เชอรี่เหรอ?...”
“ฉันไม่ใช่พี่เชอรี่ซักหน่อย! ฉันแฮตตี้ต่างหาก!”
เขาลุกขึ้นมาหาเธอแล้วก็ทัก “อรุณสวัสดิ์ เชอรี่”
“นี่! พอได้แล้ว ! ตื่นซะที!”ว่าแล้วเธอก็เขกหัวเขาทั้งที่ตัวเองก็เตี้ยกว่าได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นสินะ....”
“เลิกบ่นแล้วก็ไปที่บ้านฉันได้แล้ว! พี่โคลเอ้กำลังตามหานายอยู่”

“มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ” เซเนลเอ่ยปากถามโคลเอ้หลังจากไปถึง ซึ่งทุกๆคนอยู่กันพร้อมหน้า
“เอลซ่าน่ะ” โคลเอ้เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด
“แล้วเธอก็แสร้งว่ายอมเข้าใจแล้วก็แอบหนีออกไปจากโรงพยาบาลเอง” วิลสรุปเรื่องทั้งหมด
นอร์ม่าหยักหน้าหงึกๆ “เอลลี่นี่เป็นประเภทใจร้อนสินะ หือ?”
เซเนลได้ยินชื่อแล้วก็ได้แต่คิดในใจ “เอลลี่เหรอ?”
“ตอนที่ฉันจะไปพูดกับเธอ ที่ห้องก็ไม่มีใครอยู่แล้ว”
“เธอพอรู้หรือเปล่าว่าเอลซ่าอาจจะไปที่ไหนน่ะ?” คูลริดจ์ถามหาเบาะแส
“ฉันคิดว่าเธอคงมุ่งหน้าไปที่ปราการลับที่กองทัพวากรัฟเคยใช้น่ะ”
เจย์ถามแทนทุกคนที่ตกใจและสงสัยกันหมด “เธอจะไปที่นั่นทำไมกันครับ?”
“คุณอัลคอตท์เคยบอกเธอว่าเขาจะไปที่นั่น”
“ถ้าจะไปเก็บวัตถุดิบทำยาที่นั่นมันก็แปลกไปนะ” วิลนึกสงสัย “ฉันจำไม่ได้ว่ามีสมุนไพรเติบโตที่นั่นด้วย”
“ถึงจะไม่มีสมุนไพร แต่ที่นั่นก็อาจจะมียาที่มีค่าเหลืออยู่ก็ได้นะครับ” เจย์บอกถึงความเป็นไปได้อีกทางหนึ่ง
“อา ใช่ อาจจะจริงก็ได้” นอร์ม่าเห็นด้วยไปหมด
“งั้นก็ลองไปดูด้วยตาของพวกเราเองเลยสิ” โมเซสเสนอ ส่วนนอร์ม่าก็พูดอย่างฮึกเหิม
“ได้เลย! นี่เป็นโอกาสที่ฉันจะตอบแทนบุญคุญที่ช่วยทำยาแก้พิษให้ด้วย!”
“อั๊วไม่คิดว่าเธอจะจำบุญคุณที่คนอื่นทำให้ได้กะเขาด้วยนะเนี่ย”
เธอหันไปจ้องเขาเขม็ง “ฉันน่ะมีความรู้สึกในเรื่องสิ่งที่ต้องทำสูงย่ะ”
“แน่ใจหรือครับว่าคุณไม่ได้หมายความถึงความหลงใหลน่ะ?” เจย์แอบกัดนิดๆ
“ฉันคิดว่าเจย์เข้าใจได้ถูกต้องนะ” วิลพูดเสริมก่อนทุกคนจะพยักหน้าด้วยความเห็นด้วยทุกประการ
“แง๊ เจ๊กริวค๊า!” เธอวิ่งเข้าไปซบอกกริวเน่ “พวกเขารวมหัวกันแกล้งหนูอีกแล้วค่า!”
“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรแล้วจ๊ะ”
เธอซุกไปซุกมาอย่างสนุกสนาน”อา...นุ่มจัง...อย่างกับฝันเลย... นี่ล่ะความหมายของความสุข...”
“แม่เจ้าโว้ย อั๊วอยากจะเชือดแม่ฟองสบู่ทิ้งซะเดี๋ยวนี้เลย...” โมเซสพูดอย่างหงุดหงิด
“ช่วยเก็บสัญชาติญาณของคุณไว้ในกางเกงหน่อยก็ดีนะครับ โมเซส” เจย์ก็หาเรื่องตอกเขาอีกตามเคย
“ชั้นเป็นห่วงเอลซ่ากับคุณอัลคอตท์นะ รีบไปที่ป้อมปราการเถอะ”

ภายในป้อมปราการลับของวากรัฟ เอลซ่าเดินโซเซผ่านทางเข้าอย่างอ่อนแรง เธอนั่งพับลงกับพื้นแล้วหอบด้วยความเหนื่อย
“....ในที่สุดฉันก็มาถึงซักที คุณพ่อจะอยู่ที่นี่หรือเปล่านะ”
เธอพึมพำแล้วก็จะลุกขึ้นเพื่อเดินต่อ แต่ร่างกายกลับอ่อนยวบลงไปนั่งอีกครั้ง “...โอ๊ย.... แปลกจังเลย... แฮ่กๆ... มันเริ่มจะเจ็บขึ้นมานิดๆอีกแล้ว...”
“เอลซ่า!” เสียงโคลเอ้ดังมาจากด้านหลัง ก่อนที่เธอจะวิ่งนำคนอื่นๆเข้ามาหา เอลซ่าหันไปมองอย่างแปลกใจ
“อ๊ะ!....มาถึงแล้วเหรอคะ...”
อัศวันหญิงที่เธอชื่นชมเดินเข้ามาโวยวายกับเธอเป็นการใหญ่ “เธอรู้หรือเปล่าว่าทำอะไรลงไปน่ะ?!”
“คุณโคลเอ้... คุณทำฉันกลัวแล้วนะคะ....”
“ก็น่าจะอยู่หรอก! ฉันน่ะกำลังโมโหนะ!”
นอร์ม่าช่วยเกลี้ยกล่อมเธอ “เอาเถอะน่า คู ทางนั้นก็ปลอดภัยดีแล้วนี่ ทุกอย่างก็ไม่เป็นอะไรแล้วนี่?” แต่โคลเอ้กลับหันควับมาหาเธอแทน
“ซะทีไหนกันล่ะ?!” เธอพูดเสียงแข็งจนนอร์ม่าต้องหันไปงงกับคนอื่น
“ทำไมฉันต้องโดนดุไปด้วยเนี่ย?”
“ก็เพราะเธอพูดมากไปไงล่ะ” โมเซสตอบแทน
“ก่อนจะพูดอะไรก็ดูสถานการณ์ก่อนเถอะนะ” วิลช่วยเตือนอีกราย
“แล้วทำไมฉันยังถูกดุอยู่อีกละเนี่ย?”

“ถ้าเธอเข้าใจสถานการณ์จริงๆ เธอก็ต้องกลับไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ พวกเราจะตามหาคุณอัลคอตท์เองค่ะ”
“แต่ว่า....” เอลซ่าพยายามแย้ง แต่ก็ถูกบังคับกลับมา
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น!”
“แต่ถึงอย่างนั้น...”
โคลเอ้เริ่มหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่ยอมฟังเธอซะที “เอลซ่า!”
“คุณโคลเอ้ ฉันกำลังกลัวคุณจริงๆแล้วนะคะ”
เซเนลตัดสินใจช่วยสนับสนุนอีกฝ่าย “ชั้นก็เป็นห่วงอาการของเอลซ่านะ แต่พวกเราน่าจะพอเธอไปด้วยดีกว่า”
“ใช่ เซเนเซเน่พูดถูกแล้วล่ะ ถ้าพวกเราละสายตาไปจากเธอตอนนี้ เธออาจะกลับไปไม่ถึงเมืองก็ได้นะ”
“ได้โปรดเถอะค่ะ! ฉันจะไม่สร้างปัญหาอะไรให้ทั้งนั้น! จะจะทำตามที่คุณสั่งทุกอย่างเลยค่ะ!” เอลซ่าก้มหัวขอร้องโคลเอ้
“แค่มาที่นี่ เธอก็สร้างปัญหามาเยอะแล้วล่ะ แล้วเธอก็ไม่ได้ทำตามที่สั่งด้วย”
“ไม่ต้องเถรตรงนักก็ได้นะคะ คุณนอร์ม่า” เชอรี่หันมาปราม
“ถึง...ถึงยังไงก็เถอะ ได้โปรดเถอะค่ะ!”
“.....ก็ได้ พวกเราจะไปด้วยกัน”
“ขอบ...ขอบคุณมากค่ะ! ขอบคุณจริงๆ!”
“เอาล่ะ งั้นก็เริ่มตามหาคุณอัลคอตท์ได้แล้ว” เซเนลหันไปบอกทุกคนก่อนเดินเข้าไปภายในป้อมปราการด้วยกัน

พวกเขาเข้าไปถึงส่วนที่เป็นบริเวณห้องขังส่วนแรก โคลเอ้ก็หันมาถามเอลซ่า
“เอลซ่า รู้สึกยังไงบ้าง?”
“ฉัน....ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ ยังไปต่อได้ พวกเราต้องตามหาคุณพ่อนะคะ”
“อย่าฝืนตัวเองเลยน่า ดูสิ ขาเธอสั่นพั่บๆแล้วน่ะ” นอร์ม่าพูดพร้อมชี้ไปที่ขาของเธอซึ่งสั่นระริก
“อ๊ะ...คือ...นี่มัน...”
“คุณอัลคอตท์จะเป็นห่วงนะถ้าเขาเห็นเธอป่วย” โคลเอ้พยายามพูดให้อีกฝ่ายยอม
“พวกเราจะหยุดพักที่นี่กันก่อน” วิลหันไปบอกทุกคน แต่เอลซ่ากลับส่ายหน้า
“ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ! ฉันสบายดี!”
“เอลซ่า พวกฉันจะส่งเธอกลับเมืองนะถ้าไม่ยอมฟังพวกเรา”
เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจังจนอีกฝ่ายอึกอัก
“วันนี่ท่าทางคูจะยึดกฎเป็นสำคัญแฮะ”
“ก็...ก็ได้ค่ะ บางทีฉันคงจะเหนื่อยจริงๆล่ะน่ะ!” เอลซ่ายอมรับเพราะตัวเองก็มีท่าทางอ่อนเพลียเหมือนกัน “ฉันอยากจะหยุดพักค่ะ! ให้ฉันพักเถอะนะคะ!”
“อั๊วชอบทัศนะคติของหล่อนะ”
“คุณน่าจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจะเธอนะครับ โมเซส”
เขาหันควับไปหาเจย์ “เอ็งก็น่าจะเรียนวิธีหุบปากด้วยน่ะล่ะ!”
“ไหนดูซิ...ผมคิดว่าผมจะไปดูลาดเลาข้างหน้าซักหน่อยนะครับ” เจย์เฉไฉแล้วก็เดินแยกตัวออกไป
“อั๊วยังพูดกับเอ็งไม่จบนะเฟ้ย! กลับมานี่!”ว่าแล้วเขาก็วิ่งตามออกไปอีกคน
“พี่ก็จะไปด้วยจ๊ะ เป็นห่วงสองคนนั้นน่ะ”
“ฉันว่าเจ๊กริวน่ะล่ะที่น่าเป็นห่วงมากกว่าใคร...” นอร์ม่าบ่นขณะมองกริวเน่เดินตามทั้งสองคนออกไป

หลังจากนั้นคนที่เหลือก็พักผ่อนในบริเวณนั้น เอลซ่าเองก็นอนหลับอยู่บนตักของโคลเอ้
“ท่าทางเธอจะฝืนตัวเองจริงๆนะ ถึงกับหลับไปเลยทันทีแบบนี้” วิลพูดหลังเห็นเธอหลับสบาย
“เธอคงเป็นห่วงคุณอาร์โนลด์มากน่ะค่ะ” เชอรี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเซเนลเสริม
“ช่างแตกต่างกับลูกสาวของฉันจริงๆ”
“แฮตตี้คงจะโกรธนะคะถ้าได้ยินแบบนั้น”
“อือ.....คุณโคลเอ้คะ....” เสียงพูดเบาๆของเอลซ่าทำให้โคลเอ้สงสัย
“อ๋อ คงจะละเมอสินะ”
“คุณโคลเอ้....ได้โปรดเถอะ... คุณไม่ควรจะ.......” เอลซ่ายังคงละเมอต่อไป
“นี่กำลังฝันถึงอะไรอยู่นะ?” เซเนลชักสงสัย
“มันยังไม่สุกเลยนะคะ คุณไม่ควรทานมันนะ.......”
ทุกคนเงียบสนิทขณะฟังเสียงเอลซ่า
“ฉันสงสัยว่าเธอกำลังเห็นฉันทานอะไรกันนะ”
“อืม.... คุณโคลเอ้...... อย่าไปนะคะ...”
“ท่าทางเธอจะเปลี่ยนเรื่องแล้วนะ” นอร์ม่าพูด
“......ได้โปรด.... อย่าให้ฉันอยู่ตามลำพังอีกนะคะ.....”
“...ฉันสงสัยจริงๆนะคะว่าเธอฝันอะไรอยู่?..” เชอรี่พูดขณะที่เอลซ่าขยับไปขยับมาและตื่นขึ้นมาในที่สุด
“อืม....อะ..เอ๋? ฉํน....ฉันเผลอหลับไปเหรอคะ?”
“แค่ซักพักน่ะ ไม่เป็นอะไรหรอก” โคลเอ้บอกขณะที่เอลซ่ายังดูสะลึมสะลืออยู่
“เธอคงจะไม่คุ้นเคยกับการทำอะไรแบบนี้ คงจะเหนื่อยสินะ” นอร์ม่าพูด ส่วนเอลซ่าที่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองนอนอยู่ในท่าไหนก็รีบลุกผึงทันที
“แต่.....ฉัน....ฉันไปนอนผิงคุณโคลเอ้เหรอคะ?” เธอพูดอย่างตกใจ
“ฉันไม่ใส่ใจหรอกนะ เธอตัวเบาออกนี่”
“ฉัน....ฉันไม่ได้ทำอะไรแปลกใช่ไหมคะ? ฉันกรนหรือเปล่า หรือว่ากัดฟันคะ? ฉันไม่ได้พูดตอนหลับใช่ไหมคะ?! “ เอลซ่าพูดมาเป็นชุด
“ก็แค่พูดเก่งนิดหน่อยล่ะมั้งนะ” นอร์ม่าตอบ
“อ้ะ....ไม่นะ ฉันพูดอะไรแปลกๆไปหรือเปล่าคะ?”
“เธอเอาแต่เรียกชื่อคูน่ะ” ทันทีที่ได้ยินคำตอบของนอร์ม่า เอลซ่าก็ปิดหน้าเพราะความเขิน
“ต่อหน้าคุณโคลเอ้นี่น่ะเหรอคะ?....น่าอายจัง....” เธอพูดเสียงสั่น หน้าแดงแป๊ด
“ฉันว่าพวกเราไม่ควรถามว่าเธอฝันถึงอะไรล่ะนะ”
“เธอคิดว่าพักพอหรือยังล่ะ?” เซเนลหันมาถามเธอ
“ค่ะ ขอบคุณมาก” เธอตอบก่อนถอนหายใจ “เฮ่อ.... แต่ก็ยังไร้ความหวังอยู่ดีค่ะ”
“เป็นอะไรน่ะ จู่ๆก็ทำเสียงแบบนั้น?” นอร์ม่าชักงง
“ฉันคิดว่าคนแบบฉันคงจะเป็นเหมือนคุณโคลเอ้ไม่ได้น่ะค่ะ”
เซเนลถามด้วยความฉงน “แบบโคลเอ้น่ะเหรอ?”
“เธอมีทุกอย่างที่ฉันไม่มี ฉันเองน่ะอ่อนแออยู่เสมอค่ะ ฉันหวังว่าจะสามารถแข็งแกร่งได้เท่ากับเธอซักวัน” เธอพูดขณะเหลือบมองโคลเอ้อย่างอายๆ
“ดูสิ คู เธอมีคนมานิยมแล้วล่ะ!”
โคลเอ้ลุกขึ้นแล้วทำไหล่ตก “ฉันไม่ได้ดีเพียงพอที่จะเป็นแบบอย่างให้ใครหรอกนะ”
ทุกคนที่ได้ยินทำหน้าแปลกใจ
“อ้ะ ฉันหมายถึงว่า.... ถ้าเธอกำลังมองหาแบบอย่างล่ะก็ ยังมีตัวเลือกที่ดีกว่าฉันอีกมาก”
“ไม่จริงค่ะ! คุณน่ะดีที่สุดแล้ว!”
“ว้าว! เธอตัดสินใจเลือกแล้วล่ะ!” นอร์ม่าเริ่มแซว
“ฉันคิดว่าคุณอัลคอตท์น่ะเป็นคนที่วิเศษมาก”
“ฉันอยากจะเป็นเหมือนคุณนะคะ!”
“นี่ล่ะความรัก! รักแท้!” นอร์ม่ายังคงแซวไม่หยุดปากจนเอลซ่าหน้าแดงขึ้นมาอีก โคลเอ้หันมาโวยวายใส่เธอ
“พอได้แล้ว นอร์ม่า เธอทำให้เอลซ่าเขินแล้วนะ”
เจ้าตัวยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนตอบกลับมา “ไม่รู้สินะ คู แต่หน้าเธอก็แดงใช้ได้เหมือนกันล่ะ!”
“ไม่ใช่ซักหน่อย!” ได้ยินปุ๊บ โคลเอ้ก็หันหน้าหนีทันที “มาแกล้งคนอื่นแบบนี้นี่เธอสนุกนักหรือไงน่ะ?!”
“เธอไม่รู้หรอกน่าว่ามันสนุกขนาดไหนน่ะ!”
“แหม ใครพูดอะไรสนุกหรือเปล่าจ๊ะ พี่อยากจะเล่นด้วยจัง” กริวเน่ซึ่งเดินกลับเข้ามาในบริเวณนั้นพร้อมเจย์และโมเซสพูด
“เขาไม่ได้อยู่ใกล้ๆแถวนี้เลยครับ” เจย์รายงานให้ทุกคนฟัง
“แต่ก็มีร่องรอยอยู่เหมือนกันนะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาอยู่ที่นี่แน่” โมเซสเสริม
“ไปสำรวจข้างในกันเถอะค่ะ” เชอรี่เสนอก่อนทุกคนจะพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปภายในต่อ

ก่อนถึงส่วนในสุดของป้อมปราการนั้นเอง ทุกคนก็เห็นร่างของอัลคอตท์นอนอยู่ที่นั่น
“คุณพ่อคะ!” เอลซ่าวิ่งก็ไปก่อนใคร และก็เข่าอ่อนเมื่อเห็นบาดแผลของพ่อ “บาดเจ็บหนักมากเลย...”
วิลเดินเข้าไปดูบาดแผลของเขาก่อนจะหันมาเรียก “เซเนล มาช่วยดึงแขนเสื้อของเขาขึ้นไปที พวกเราจะได้เห็นบาดแผลชัดๆ”
“อย่างนี้เหรอ?”
“ใช่ อา เป็นแผลลึกมากทีเดียว”
ขณะที่วิลกำลังทำการรักษานั้น สายตาของเซเนลก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่อยู่ใต้แขนเสื้อนั้น เขาคิดอยู่ในใจ “นี่มัน....รอยสักเหรอ?” นอกจากเขาแล้วก็มีโคลเอ้อีกคนที่สังเกตเห็นถึงสิ่งนั้น เธอมีท่าทีตกใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อา....โอ... เกิดอะไรขึ้นน่ะ?” อัลคอตท์ลืมตาขึ้นและพูดเมื่อได้รับการรักษาแล้ว
“คุณพ่อคะ!”
เสียงโลหะเสียดสีกันเรียกให้ทุกคนหันไปดู ที่มาของเสียงคือโคลเอ้ซึ่งชักดาบของตัวเองออกมาไว้ในมือ!
“คุนจัง เธอเอาดาบออกมาทำอะไรน่ะ?” โมเซสเอ่ยปากถาม ก่อนเสียงคำรามจะดังออกมาจากส่วนใน ที่นั่น แกรนด์เกทตัวหนึ่งยืนจ้องมองพวกเขาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด!
“ผมว่าพวกเราเจอสาเหตุที่ทำให้คุณอาร์โนลด์บาดเจ็บแล้วล่ะครับ”
“ว้าว คู แจ๋วมากเลยนี่ที่รู้สึกถึงมันได้เร็วขนาดนี้น่ะ!” นอร์ม่ายกนิ้วชมเชย แต่เซเนลกลับไม่คิดอย่างนั้น
“เอลซ่า คุณอาร์โนลด์ ถอยไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนเถอะครับ” วิลหันไปบอกทั้งสองคนก่อนที่อสูรร่างยักษ์นั้นจะพุ่งเข้ามา!

ทุกคนรวมทั้งเอลซ่าและอัลคอตท์ยืนมองร่างของแกรนด์เกทหลังจากปราบมันลงได้
“นี่เป็นของขวัญก่อนตายจากวากรัฟหรือเปล่าครับ?” เจย์เปรย
“อย่าบอกฉันนะว่าพวกนั้นมีกระทั่งกองทัพแกรนด์เกทน่ะ” วิลพูดด้วยความใคร่รู้
“วิลจิ อย่าแม้แต่จะคิดเรื่องศึกษาวิจัยอะไรตอนนี้นะ เข้าใจไหม?!”
“คุณโคลเอ้ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เอลซ่าหันมาถามเธอด้วยความเป็นห่วง ทันใดนั้น แกรนด์เกทที่อยู่ด้านหลังเธอก็ขยับตัวขึ้นมา!
“เอลซ่า! ระวัง!” อัลคอทต์ตะโกนลั่นก่อนชักดาบที่เหน็บไว้ข้างกาย พุ่งเข้าโจมตีมันจนสิ้นชีพในดาบเดียว!
“วิชาดาบนี่มัน!....” เซเนลพูดอย่างตะลึงบวกกับความรู้สึกที่คุ้นตาจากสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ ส่วนอัลคอตท์นั้นก็ยันเข่าหอบด้วยความเหนื่อย เพราะตัวเองก็ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ
“คุณพ่อคะ!” เอลซ่าวิ่งเข้าไปดู
“พ่อไม่เป็นอะไร อย่ากังวลเลย”
“แกรนด์เกทไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลย พลังชีวิตขนาดนั้น....พละกำลังขนาดนั้น...” วิลพูดโดยมีเจย์ช่วยเสริม
“ครับ ทำให้ผมนึกถึงโมเซส ที่ยังไงก็ดื้อด้านไม่ยอมตายๆไปซะที”
“เจโบ เอ็งน่ะหุบปากให้สนิทไม่ได้เลยสินะ?”
“พี่ดีใจนะจ๊ะที่ทุกคนปลอดภัย” กริวเน่ยิ้มไปพูดไปตามแบบฉบับของเธอ
“เอาล่ะ ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว!” นอร์ม่าเริ่มยืดเส้นยืดสายหลังเห็นว่าภารกิจจบแล้ว
วิลหันไปหาอัลคอตท์ซึ่งกำลังปลอบเอลซ่าอยู่ “แล้วคุณทำงานที่ทำให้ต้องมาที่นี่เสร็จแล้วหรือยังครับ?”
“อ้อ นั่นสิ คุณมาที่นี่เพื่อหาวัตถุดิบอะไรใช่ไหมคะ?” ได้ยินแบบนั้นแล้วนอร์ม่าก็นึกได้

อัลคอตท์ชี้ไปยังตู้ท่าทางแข็งแรงใบหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ส่วนในสุดนั้นให้ทุกคนดู
“สิ่งที่ผมกำลังตามหาถูกปิดล็อกเอาไว้ในนั้นครับ”
นอร์ม่าลองเดินไปสำรวจตู้ที่ว่าดูซักพัก “เปิดไม่ได้แฮะ มันล็อกซะแน่นหนาเชียว”
อัลคอตท์เดินไปที่นั่น แล้วกดที่ตรงไหนซักแห่ง ก่อนที่ประตูตู้จะเปิดออกมาอย่างง่ายดาย
“หือ? มันเปิดแล้วเหรอเนี่ย?”ทุกคนต่างมองอย่างแปลกใจ ยกเว้นโคลเอ้ที่ดูเหมือนจะคิดอะไรอยู่ในหัวโดยไม่สนใจอะไรอื่น
“เธอนี่ไร้ประโยชน์จริงๆนะ แม่ฟองสบู่”
“อะไรยะ?! ฉันน่ะแค่เตะตู้นี่ซักเปรี้ยงมีนก็เปิดแล้ว!” เธอหันมาแว๊ดใส่ก่อนหันไปเตะโครมใส่ตู้
“เธอไม่ต้องเตะมันทุกอย่างหรอกนะ รู้ไหม” เซเนลพูดก่อนที่อัลคอตท์จะหันกลับมาหลังดูของในตู้นั้นเสร็จ
“ผมต้องขอโทษที่สร้างปัญหาให้พวกเธอจริงๆ”
“ก็น่าจะอยู่หรอกค่ะ หลังจากที่ทุกคนต้องมากันถึงที่นี่น่ะ!” เอลซ่าพูดอย่างโมโห คนอื่นๆหันไปมองเธอกันหมด
“นี่ เธอน่ะไม่ควรจะพูดแบบนั้นได้หรอกนะ” นอร์ม่าพูดแทงใจดำจนเธอจ๋อย
“อ๊ะ.....ขอ...ขอโทษค่ะ...”
ทุกคนหัวเราะกันสนุกสนานขณะมองเอลซ่าโวยวายอยู่คนเดียว
“ไม่เห็นต้องหัวเราะฉันเลยนี่คะ ทุกคนน่ะใจดำที่สุดเลย!”
“ให้ผมได้ตอบแทนพวกเธอในนามของพวกเราสองคนเถอะครับ” อัลคอตท์บอกทุกคน
“อย่าห่วงเลยครับ คุณก็เคยช่วยพวกเราตอนที่นอร์ม่ากำลังลำบากน่ะ” เซเนลปฏิเสธไป
“ใช่เลยค่า!”
“พวกปีศาจก็ไม่รู้จะโผล่มาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รีบกลับเมืองกันเถอะ”
ดังนั้นแล้ว ทุกคนจึงเดินออกไปจากที่นั่น มีแต่โคลเอ้ที่ยังคงยืนมองอัลคอตท์อยู่
“รอยสักบนแขนขวาของเขานั่น....ไม่ผิดแน่...ฉันพบเขาแล้ว.....”
เธอเงยหน้าขึ้น พูดย้ำด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันมากมาย “ฉัน....พบแล้ว..”

คืนนั้น ทุกคนก็กลับมาถึงเมืองกัน
“ขอบคุณพวกเธอมากที่ช่วยในวันนี้” อัลคอตท์หันมาขอบคุณทุกคน
“คุณอัลคอตท์ ฉันมี....อะไรจะถามคุณ...” โคลเอ้วิ่งไปเพื่อจะถามสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ แต่ยังไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น เอลซ่าก็หอบอย่างหนัก
“เอลซ่า? เป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาหันไปดูอาการของลูกสาว
“ค...ค่ะ หนูว่าหนคงจะเหนื่อยเกินไปหน่อย”
“ขอโทษนะ แต่เอาไว้วันหลังได้หรือเปล่า?” อัลคอตท์หันมาถามเธอเมื่อเห็นว่าอาการของเอลซ่าไม่ค่อยดี
“อ้ะ...ได้...ได้ค่ะ ไม่เป็นอะไร” โคลเอ้ตอบอย่างผิดหวังจนเซเนลสังเกตได้
“ราตรีสวัสดิ์ ทุกคน” เขาลาทุกคนแล้วเดินกลับที่พักไป โคลเอ้ยังคงเงียบขรึมอยู่เช่นเคย
“มีอะไรเหรอ คู?”
“ไม่มีอะไรหรอก...” เธอหันกลับมาพูดด้วยสีหน้าเหมือนปกติ
“เธอนี่ทำท่าทางพิลึกนะ”
สีหน้าและการแสดงออกของโคลเอ้ทำให้ทุกคนนึกสงสัย แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
“มีบางอย่างที่รบกวนผมอยู่จนอยากจะปรึกษาทุกคนครับ ผมไม่คิดว่าผมเป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้หรอก” เจย์เริ่มต้นพูดเรื่องใหม่
“ไปที่บ้านของฉันเถอะ” วิลแนะนำ

“เรื่องที่ว่านั่น เกี่ยวกับคุณอาร์โนลด์ใช่ไหม?” วิลสันนิษฐาน
“ครับ มีอะไรหลายๆอย่างที่เรียกความสนใจจากผมได้” เจย์ยอมรับ
“ทำไมเขาถึงไปที่ป้อมปราการลับกันนะ?” เซเนลถามอย่างสงสัย
“เซโนจิ เอ็งไม่ได้สนใจเลยเหรอ? ให้อั๊วอธิบายเอง” โมเซสกอดอกโชว์อย่างผู้รู้จริง “อัลคอตท์น่ะไปที่ป้อมปราการเพื่อหาวัตถุดิบเพื่อปรุงยาไงล่ะ”
เจย์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “เพราะแบบนี้ผมถึงไม่ชอบพูดกับคนโง่ไงล่ะครับ”
“หือ?”
“ยังไงก็เถอะ คุณอัลคอตท์ไปที่นั่นเพื่อหาวัตถุดิบเพื่อปรุงยาจริงๆ หมายความว่าเขารู้ว่าวัตถุดิบนั้นอยู่ในที่นั้นอยู่แล้ว ไม่เพียงแค่เขาจะรู้จักที่นั่น เขายังรู้ด้วยว่าในตู้นั้นมีอะไรอยู่”
“แล้วไงล่ะ?” โมเซสถามต่อ
“คุณไม่คิดเหรอครับว่ามันแปลกน่ะ?”
นอร์ม่าพยายามคิดตาม “หืมม...”
“คุณนอร์ม่า ตู้นั้นมันถูกล็อกอยู่ใช่ไหมครับ”
“ใช่ มันล็อกซะแน่นเลยล่ะ”
“นี่เอ็งพยายามจะพูดถึงอะไรน่ะ?”
เขาหันมาหาโมเซสซึ่งยังตามไม่ทันอยู่ “พวกเรายังไม่รู้ว่าทำไม แต่อย่างน้อยก็พอจะสรุปได้ว่าคุณอัลคอตท์คุ้นเคยกับป้อมนั้นอยู่แล้ว”
“ที่นั่นก็ไม่ใช่ที่ๆคนธรรมดาๆจะแวะไปชมวิวได้อยู่แล้วล่ะนะ” นอร์ม่าเสริม
“แหม แต่พี่อยากไปทุกที่เลยนะจ๊ะ!” กริวเน่พูดกรี๊ดกร๊าดแทรกขึ้นมา
“นี่เจ๊ ที่สำคัญน่ะคือคำว่า [ปกติ] นะ” โมเซสหันไปเบรกเธอซะก่อน
“ที่ชั้นสังเกตน่ะคือตอนที่เขาใช้ดาบน วิชาของเขานั่น” เซเนลเอ่ยถึงสิ่งที่เขาคาใจอยู่
“ช่าย มันน่าประทับใจจริงๆนะ” โมเซสพยักหน้า
“ชั้นเคยเห็นท่าแบบนั้นมาก่อน มันเหมือนกับ....” เขาหยุดคิดซักพักเพราะตัวเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ เขาหันไปถามความเห็นจากอีกคนหนึ่ง “แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ โคลเอ้?”
ตลอดเวลาที่ทุกคนคุยกันอยู่นี้ เธอได้แต่ยืนก้มหน้าเงียบอยู่คนเดียวเท่านั้น รวมทั้งเวลานี้ด้วย
“....ฮัลโหล? คู พวกเรากำลังพูดกับเธอนะ....” นอร์ม่าพยายามเรียกความสนใจ แต่เธอก็ยังนิ่งอยู่
“แหงแซะ เธอไม่ได้ฟังอยู่เลยอ๊ะ” เธอทำหน้าเบื่อๆ แล้วก็เดินไปข้างๆโคลเอ้ ถอนหายใจสั้นๆแล้วสูดเข้าไปจนเต็มที่ วิลรู้สึกว่าคงมีอะไรไม่ชอบมาพอกลซะแล้ว
“ทุกคน! ปิดหูเร็ว!”
นอร์ม่าเอามือป้องหูของอีกฝ่ายไว้ แล้วตะโกนเสียงดังลั่นกระแทกเข้าไป! “กรี๊ดดดดด---------!!!!”
“อ๊า-------!” ผู้เคราะห์ร้ายร้องลั่นด้วยความตกใจ ถึงขนาดตัวเองล้มกลิ้งไปตกที่อีกด้านของห้องครัว ขณะที่คนอื่นต่างปิดหูกันหมด พอรู้ตัว โคลเอ้ก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นแก้เก้อ
“เอ่อ....เอ... อะแฮ่ม รู้สึกเสียงฉันจะไม่ค่อยดีนะ”
“นี่เธอชอบเปลี่ยนเรื่องแบบนี้เองน่ะเหรอ?”
“กำลังคิดอะไรอยู่รึ คุนจัง?” โมเซสกลับเข้าเรื่อง
“เอ่อ....ไม่นี่ ฉันแค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะคุยกันต่อได้หรือยังครับ”? เจย์ถามเธอ
“เอาสิ เชิญเลยค่ะ”

“ประเมินจากทักษะด้านดาบของเขา และความจริงที่ว่าเขารู้จักป้อมปราการลับ บางทีในอดีต คุณอาร์โนลด์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับวากรัฟครับ” เจย์สรุปความคิดของเขา
“เขาช่วยชีวิตฉันนะ ฉันไม่อยากไปกล่าวหาเขาหรอก” นอร์ม่าพูดอย่างลำบากใจ
“อั๊วไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนเลวหรอก”
“และเขาก็ห่วงใยคุณเอลซ่ามากจริงๆค่ะ” เชอรี่บอกความเห็นของตัวเอง
“ผมคิดว่าพวกเราน่าจะระวังเขาไว้บ้างครับ ถ้ามันกลับกลายเป็นว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ก็โอเค”
“ถ้าอย่างนั้นฉันว่าวันนี้ก็พอแค่นี้เถอะ” วิลเสนอ ขณะที่นอร์ม่าบิดขี้เกียจ
“ฮ้าว ฉันเหนื่อยละ คงจะลืมตาตื่นได้ไม่ถึงนาทีแหงๆ” เธอพูดแล้วก็เดินไปที่โซฟาใกล้ๆ ก่อนล้มตัวลงนอนไม่สนใจใคร
“นอร์ม่า ถ้าเธอจะหลับล่ะก็ไปหลับในห้องของเธอสิ” เจ้าของบ้านเตือน
“ฉันตัดสินใจให้คุณได้รับเกียรติให้โอกาสฉันได้พักที่นี่คืนนี้นะ” พูดจบปุ๊บ นอร์ม่าก็หลับไปทันที
“เธอหลับไปแล้วล่ะค่ะ” เชอรี่มองหน้าคนอื่นๆ ส่วนโมเซสหันไปบอกเจย์
“เจโบ ไปปลุกหล่อนสิ”
“ทำไมต้องผมด้วยล่ะครับ?” ถึงจะพูดแบบนั้น เขาก็เดินไปหาเธอ “คุณนอร์ม่า ตื่นเถอะครับ”
การปลุกไม่ได้ผล ซ้ำเธอยังละเมอออกมาอีก “ใหญ่ขึ้น....ขอให้มันใหญ่ขึ่น”
เจย์ชักฉุน เขาเอื้อมมือไปบิดแก้มเธอ
“โอ๊ย หน้าฉัน!...อย่าหยิกสิ อย่าหยิก....คร่อก” จะเจ็บตัวแค่ไหนเธอก็ยังหลับสบายอยู่ จนเจย์โมโห ตะโกนใส่เธอ
“ตื่นได้แล้วครับ!”
เธอจำใจลุกขึ้นมาจากโซฟาแล้วบ่น “เฮ้อ.. ฉันอุตส่าห์ไปพักแล้วแต่เขาก็ยังเก็บเงินฉันอีกนะ แล้วยังต้องไปจ่ายส่วนของปู่นั่นอีกด้วย!”
“อย่าพยายามหนีหนี้ที่เธอต้องจ่ายเลย” วิลบอก
“ฉันว่าคงจะถึงเวลาที่ฉันต้องย้ายที่อยู่แล้วสิ”
“ที่นี่มีห้องใต้ดินที่เหมาะกับเธออยู่ เธอจะใช้มันไหมล่ะ?” เขาเสนอ ขณะที่เธอทำหน้าปุเลี่ยนๆ
“อะฮะๆๆๆ ฉันว่าฉันคงไม่เหมาะกับแบบนั่นมั้ง...”
นอร์ม่าหันควับมาทางเซเนล พยักหน้าหงึกๆ “ถ้างั้น เซเนเซเน่ คืนนี้ท่าทางฉันคงต้องไปนอนบ้านนายล่ะนะ”
สิ้นคำ สองมือของเชอรี่ก็ส่งแสงออกมาทันที เธอพูดด้วยใบหน้ายิ้มๆแต่อุดมไปด้วยรังสีอำหิต
“คุณนอร์ม่าคะ”
“ฉัน...ฉันแค่ล้อเล่นน่า!” เธอรีบปฏิเสธจ้าละหวั่นหลังหนาวสันหลังวาบไปเมื่อครู่
“แหม แน่ล่ะค่ะ!” เชอรี่ยิ้มแฉ่ง ยอมลดพลังที่สองมือลง
นอร์ม่าหันไปกระซิบกับเซเนล
“พระเจ้าช่วย แวบนึงตะกี้ ฉันนึกว่าริจจังจะกลายเป็นเมลเนสแล้วนะเนี่ย”
เขาเหงื่อตกเมื่อได้ยินแบบนั้น
“เอาล่ะ งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” นอร์ม่าหันมาบอกทุกคน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป ยกเว้นโคลเอ้ที่ยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“เป็นอะไรไปล่ะ คู? ไปเถอะ ได้เวลากลับแล้ว”
“อ้ะ ใช่ นั่นสินะ”
“ราตรีสวัสดิ์นะค๊า ทุกคน” เธอหันมาโบกมือลาทุกคน ก่อนที่จะเดินออกไปพร้อมโคลเอ้
เชอรี่หันไปพูดกับพี่ “หนูสงสัยจังค่ะว่าอะไรรบกวนใจคุณโคลเอ้อยู่”
“คงจะเป็นเพราะรอยสักที่แขนของคุณอัลคอตท์น่ะ”
“เธอเองก็เห็นด้วยสินะ” วิลพูดเมื่อรู้ว่าเซเนลสังเกตเห็นมันเหมือนกัน
“ถ้ามันเป็นอันเดียวกับของชายที่เคยสังหารพ่อแม่ของเธอล่ะก็....”
“หมายความว่าอัลคอตท์กับสติงเกิ้ลคือคนๆเดียวกัน”
เชอรี่ตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะเมื่อเหตุการณ์ครั้งที่ปะทะกับสติงเกิ้ล เธอไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย
“สามวิหก คนที่ใส่หน้ากากน่ะเหรอคะ?”
“ถ้าเป็นจริง ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นล่ะคือปัญหาของโคลเอ้ “
“พวกเราต้องช่วยกันสนับสนุนเธอนะ” วิลบอกทั้งสองคน
“ใช่ เพราะเพื่อนมีไว้เพื่อนสิ่งนั้นล่ะ” เซเนลตอบก่อนจะเดินออกไป เชอรี่ฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วคิดอะไรอยู่พักหนึ่งก่อนตามออกไป
“เพื่อน...หือ ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเซเนลพูดอะไรแบบนั้นออกมาง่ายๆแบบนั้นเลยนะ ...”
วิลประหลาดใจกับคำที่ได้ยิน จนฮาริเอทเดินเข้ามา
“โธ่ พอเถอะค่ะ คุณพ่อน่ะยังไม่อายุ 30 เลยนะ กลับมาเหม่อลอยคิดถึงวัยหนุ่มอยู่ได้”
“นี่ลูกรู้ไหม ลูกน่าจะทำตัวให้เหมือนเด็กหน่อยนะ” เขาพูดอย่างห่อเหี่ยว

คืนนั้น แทนที่จะกลับที่พัก โคลเอ้เดินอยู่คนเดียวบริเวณทางขึ้นสุสาน
“ฉันนึกว่าฉันจะลืมความเกลียดชังของฉันไปซะแล้ว ฉันนึกว่าฉันได้ลืมเรื่องการล้างแค้นไปแล้ว”
เธอยกสองมือที่สั่นระริกขึ้นมาดู
“แต่ร่างกายของฉันยังไม่ได้ลืมอะไรไปเลย... ทั้งความทรงจำในวันนั้น ทั้งความทรมานนับแต่นั้น... ไม่แม้เพียงนิดเดียว”
โคลเอ้เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด “ฉันไม่สามารถลบความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในใจของฉันออกไปได้เลยเหรอ?”

“ได้ยินข่าวเรื่องตระกูลวาเลนส์หรือเปล่า?”
ไม่ว่าเธอจะเดินไปทางไหน
“รู้สิ ได้ยินว่าทั้งเจ้าสกุลทั้งภรรยาน่ะถูกโจรฆ่าตาย”
“ดูเหมือนว่าคนเดียวที่รอดชีวิตคือบุตรสาววัย 12 ปี ของพวกเขานะ”
เสียงของผู้คนรอบข้างต่างดังขึ้น
“สงสัยจริงว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านวาเลนส์อีก”
“ผมเดาว่าบุตรสาวของพวกเขาคงจะสืบทอดชื่อนั้นต่อไป”
ทุกที่ ที่เธอก้าวเดินไป
“สกุลวาเลนส์น่ะเป็นตระกูลที่โดดเด่นนะ พวกเขาไม่มีทางทำให้ชื่อนั้นแปดเปื้อนง่ายๆหรอก”
“แต่เด็กตัวเล็กๆแค่นั้นจะสามารถดูแลสกุลวาเลนส์ได้หรือ?”
ทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงนินทาของผู้กังขาในตัวเธอ
“หล่อนก็เป็นหนึ่งในสกุลวาเลนส์ซึ่งยิ่งใหญ่ สูงศักดิ์ไม่ใช่หรือ ว่าดูกันเถอะว่าเด็กสาวแบบนั้นจะทำอะไรได้”
“โอ? พวกเราจะไม่เข้าไปเลี้ยงดูเด็กกำพร้าตัวน้อยเหรอ?”
“เฮอะ! แล้วทำให้เรื่องน่าสนุกแบบนี้หายไปน่ะเหรอ?!”
ที่เธอทำได้ มีเพียงปฏิญาณที่ให้ไว้กับตัวเองเท่านั้น
“ฉันจะสืบทอดนามแห่งวาเลนส์ต่อไป เพื่อตัวฉันเอง เพื่อท่าพ่อท่านแม่จะได้พักผ่อนอย่างสงบ....ฉันจะปกป้องตระกูลวาเลนส์”

คืนนั้น เชอรี่วิ่งเข้ามาในบ้านของเขาอย่างร้อนรน
“พี่คะ!”
“เชอรี่? มีอะไรเหรอ?”
“คุณโคลเอ้ยังไม่กลับที่พักเลยค่ะ คุณเอลซ่ารู้สึกกังวลเลยมาบอกหนู”
“โคลเอ้....เธอไปไหนกันน่ะ?...”
“คุณเอลซ่าบอกว่ามีคนเห็นเธอมุ่งหน้าไปที่สุสานค่ะ”
“ไปตามหาเธอกันเถอะ”
“ค่ะ” เธอตอบรับแล้วออกไปพร้อมๆกัน

“ฉันไม่ได้ต้องการที่จะได้เจอกับเขาอีก ฉันเกือบจะชนะความต้องการที่จะล้างแค้นได้แล้ว”
โคลเอ้ก้มหน้าลงอย่างหดหู่ “ทำไมคุณถึงต้องมาปรากฏต่อหน้าฉันด้วย? ถ้าฉันไม่รู้... ถ้าแค่ฉันไม่รู้ ... ฉันก็คงสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ฉันก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาไม่ได้หรอกน่า!”
เธอเงยหน้าขึ้นมองฟ้า สายลมพัดแรงจนได้ยินเสียงหวีดหวิว
“ร่างกายนี้แปดเปื้อนไปด้วยความเกลียดชังที่ไม่สามารถล้างออกไปได้”
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ชายท่าทางไม่น่าไว้วางใจคนหนึ่งเดินมาพบเธอเข้า
“นี่ เป็นสาวเป็นแส้ของเธอไม่เหมาะจะมาอยู่ข้างนอกดึกขนาดนี้หรอกนะ”
เสียงหัวใจเหมือนจะเต้นดังลั่น ขณะอีกฝ่ายเผยจุดประสงค์ของตัวเองออกมา
“ดูเหมือนเธอจะมีของมีค่านี่ ถ้ายอมส่งมันมา ชั้นอาจจะไว้ชีวิตเธอก็ได้”

ราวกับภาพและเสียงในคืนนั้นย้อนกลับเข้ามา
“หากเจ้ายินยอมมอบของมีค่ามาซะโดยดี ชีวิตของเจ้าก็คงได้รับการละเว้นแล้ว”

เธอชักดาบออกมา พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
“ไปซะ ฉันไม่อยากยุ่งกับคนแบบแกหรอก”
“นี่ถือว่าเป็นการขู่หรือเปล่าน่ะ?” โจรทำท่าทีไม่แยแส เธอจึงยกดาบขึ้น
“ถ้าไม่ไป ฉันก็ไม่รับประกันหรอกนะว่าแกจะได้กลับไปทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่”
เขาพุ่งเข้ามาหมายจะโจมตีเธอก่อน แต่ก็ต้องถูกผลักกระเด็นลงไปล้มอย่างง่ายดายเพราะความต่างชั้นของฝีมือ
“ชั้น...ชั้นขอโทษ ชั้นทำผิดไปแล้ว”
“ฉันเตือนแกแล้ว” เธอพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก แล้วก้าวย่างเข้าไปใกล้โจรซึ่งกำลังหวาดกลัว
“ด..เดี๋ยว ได้โปรด เอาอะไรไปก็ได้ยกเว้นชีวิตของชั้น...”
เธอเดินเข้าไปโดยไม่ฟังคำร้องขอของอีกฝ่าย
“ได้...ได้โปรด! เมตตาด้วย! ไว้ชีวิตชั้นด้วย!”
เขาลุกขึ้นยืนและก็ตื่นตะลึงหนักขึ้นเมื่อเห็นหมอกดำลอยออกมาจากร่างของหญิงสาวคนนั้น!
“อะ.. บ้าอะไรเนี่ย? อ...อย่า! ถอยไปนะ!”
“ฉันไม่ชอบหน้าแก” เธอเงื้อดาบขึ้นสูง พร้อมจะสังหารผู้ที่อยู่ตรงหน้า
“เดี๋ยว ได้โปรด! ชั้นผิดไปแล้ว ได้โปรดเถอะ!”
“แค่มองแกก็ทำให้ฉันรู้สึกแย่แล้ว” สายตาของเธอเต็มไปด้วยความปองร้าย...

“หยุดนะ!” เซเนลตะโกนยั้งเอาไว้ก่อนที่เขาและเชอรี่จะวิ่งเข้ามา โจรคนนั้นได้จังหวะ รีบหนีไปพร้อมเสียงร้องลั่น
“หยุดฉันไว้ทำไมกัน?” โคลเอ้หันมามองเขาแล้วพูด
“เธอไม่จำเป็นต้องฆ่าเขานี่”
“สวะอย่างมันที่มาข่มขู่ผู้คนเพื่อเงินน่ะไม่ควรได้รับความเห็นใจหรอก” โคลเอ้พูดอย่างดุดันไม่เหมือนปกติ
“เธอจะบอกว่าถ้าเขาจะถูกฆ่ามันก็เรื่องปกติงั้นเหรอ?”
“นายไม่เห็นด้วยเหรอ?”
“คุณโคลเอ้.....”
“เธอกำลังทำตัวแปลกไปนะ เธอใจลอยระหว่างที่คนอื่นกำลังพูดกัน เธอเอาจริงถึงชีวิตกับแค่โจรธรรมดา...”
โคลเอ้เงียบไป
“เป็นเพราะเรื่องอัลคอตท์ใช่ไหม?”
เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น
“เธอคิดว่าพวกชั้นไม่ได้สังเกตเหรอ? ที่เธอชักดาบก่อนใครอื่นก็ไม่ใช่เพราะมีปีศาจอยู่ตรงนั้น”
โคลเอ้หันหลังไม่ยอมสบสายตาพวกเขา
“แต่เป็นเพราะเธอตั้งใจจะฆ่าอัลคอตท์ต่างหาก!”
เชอรี่ตกใจเมื่อได้ยินเขาพูดมาเช่นนั้น “เป็นความจริงหรือคะ คุณโคลเอ้?”
เธอยังคงปิดปากเงียบ ไม่ยอมพูดคำใดออกมา
“ชั้นก็เห็นรอยสักนั้นเหมือนกัน นั่นเป็นสัญลักษณ์ของคนที่สังหารพ่อแม่ของเธอใช่ไหม?”
โคลเอ้หันกลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่อาจบอกความรู้สึกของเธอได้ถูก
“ถ้าฉันรู้ว่าวันนี้จะมาถึง ฉันคงไม่บอกนายเรื่องนั้นหรอก...”
“โคลเอ้...”
เธอเดินผ่านพวกเขาแล้วเดินกลับเข้าตัวเมืองไปเงียบๆ
“ยัยนั่นกำลังพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองสินะ”
“พี่เซเนล... ที่พี่พูดถึง....”
เขาตัดสินใจเล่าในสิ่งที่คนอื่นๆก็ไม่รู้เช่นกัน มีเพียงเขา และเธอ
“ดังนั้นโคลเอ้จึงมาที่เลกาซี่เพื่อล้างแค้นให้กับพ่อแม่ของเธอ”
“งั้น....หรือคะ”
“ตอนนี้พวกเรารู้จักซึ่งกันและกันแล้ว พวกเราน่าจะสามารถร่วมมือกันได้” เซเนลพูดประโยคนี้ขึ้นมา
“หือ?”
“นั่นเป็นสิ่งที่โคลเอ้เคยพูดกับชั้น ชั้นคงไม่สามารถยืนเฉยๆแล้วให้เธอเสียใจที่เธอบอกชั้นได้”
“ค่ะ....”
“โคลเอ้และทุกๆคน เป็นคนสอนชั้นถึงความหมายของร่วมมือด้วยกัน....ในฐานะเพื่อน”

วันรุ่งขึ้น เสียงปลุกดังขึ้นเป็นปกติ
“ตื่นได้แล้วค่ะ พี่เซเนล”
“ขออีกซักหน่อยนะ เชอรี่...”
“คูลริดจ์ ตื่นได้แล้ว!” อีกเสียงหนึ่งปลุกเขาต่อ
“อืมมม...อา...”
“เซโนจิ ตื่นมาลืมตาดูโลกได้แล้วว๊อย!”
“หุบปากน่า โมเซส....”
“เซเนลคุง เช้าแล้วนะ!”
“....ฮาริเอท กลับบ้านไปเถอะน่า”
“เช้าแล้วนะ เซเนล ได้เวลาที่ต้องตื่นแล้วล่ะ”
“....เดี๋ยวน่า วิล”
“ฉันมาทำอะไรที่นี่น้า?... อ๋อ ใช่! เซเนลจ๊ะ! เช้าแล้วนะ! ได้เวลาไปสนุกกันแล้วล่ะ!”
“.......”
บ้านทั้งหลังเงียบไปครู่หนึ่ง...
“โอ๊ย! เมื่อไหร่นายจะตื่นซะทีเนี่ย?!” เสียงดังลั่นของนอร์ม่าทะลุแก้วหูเขา จนเซเนลต้องร้องลั่น พร้อมเสียงโครมครามๆดังตามมา
นอร์ม่าเดินจากปลายเตียงของเขา มายังชั้นพักของบันได ซึ่งเซเนลนั่งหลังพิงฝาอยู่
“ตื่นหรือยังล่ะ ทีนี้”
“...นอร์ม่านี่เอง...”
“อย่าทำเสียงผิดหวังแบบนี้สิ! รีบๆแล้วไปกันได้แล้ว! ไม่มีเวลาให้เสียแล้วนะ! พวกเราต้องไปที่โรงพยาบาลกัน!”
“มีอะไรเกิดขึ้นกับเอลซ่างั้นเหรอ”
“วันก่อนเธอฝืนตัวเองมากไป ตอนนี้อาการเธอเลยทรุดหนักน่ะ!”
“เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ”

ที่โรงพยาบาลนั้น อัลคอตท์กำลังปรึกษากับวิลและเชอรี่อยู่
“ฉันพาเซเนเซเน่มาแล้วนะ”
“เอลซ่าเป็นยังไงบ้าง?”
วิลหันมาตอบเขา “ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างน่าเป็นห่วงนะ”
“ถึงตอนนี้ ตัวยาที่เธอเคยใช้มาเป็นประจำก็ไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว” อัลคอตท์พูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล “เธอไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้กับอาการป่วยได้เลย”
“แล้วพวกเราจะทำยังไงกันล่ะคะ?!” นอร์ม่าถาม
“พวกเราต้องสาวไปให้ถึงต้นตอของโรคแล้วหยุดมันซะ” เขาตอบกลับมาเช่นนั้น
“คุณปรุงยาที่จะทำแบบนั้นได้ไหมคะ?” เชอรี่หันมาซักเขา
“ผมมีความสามารถที่จะปรุงมันได้ แต่ก็ยังขาดวัตถุดิบบางอย่างอยู่ ยิ่งพวกปีศาจเริ่มดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ มันเลยยากที่จะไปเก็บของเหล่านั้นมาเอง”
โคลเอ้เดินลงมาจากชั้นสองของโรงพยาบาลพอดี “บอกฉันสิคะว่าต้องการอะไร ฉันจะไปนำมาให้เอง”
“พวกผมก็จะไปกับคุณด้วยครับ” เซเนลพูดเสริม
“แต่...นั่นจะทำให้พวกเธอต้องเจออันตรายนะ”
“อย่ากังวลเรื่องพวกเราเลยครับ ตอนนี้คุณต้องนึกถึงเอลซ่าเอาไว้ก่อน” วิลช่วยเกลี้ยกล่อม อัลคอตท์ฟังแล้วก็เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบรับ
“ชอบคุณมาก วัตถุดิบที่ผมต้องการคือ [รังไข่ของแมงมุม] กับ [ดอกไร้การหวนกลับ] ครับ”
“แล้วพวกเราจะไปเก็บมันได้จากที่ไหนล่ะ?” เซเนลถาม
“แมงมุมที่อยู่ในอนุสรณ์ปฐพีเป็นที่รู้จักกันในเรื่องการสร้างรังไข่ของมันครับ”
เซเนลหันไปถามความเห็นจากอีกคน “นายรู้จักมันไหม วิล?”
“ฉันรู้จักพวกมันทั้งหมดน่ะล่ะ แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่เป็นรู้จักกันทั่วนักหรอก”
อัลคอตท์หันมาอธิบายต่อ “และก็เหมือนกับที่ชื่อมันบอก ดอกไร้การหวนหลับนั้นสามารถพบได้ในป่าไร้การหวนกลับ”
“งั้นก็แบ่งกลุ่มกันเถอะ พวกผมจะไปตามหารังไข่ของแมงมุมในอนุสรณ์ปฐพีเอง” เซเนลหันมาบอกคนอื่นๆ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปเก็บดอกไร้การหวนคืน” อัลคอตท์กล่าว
“คุณไม่ต้องคอยอยู่ข้างๆคุณเอลซ่าเหรอคะ?” เชอรี่ถามเขา
“สถานการณ์มันถึงขั้นวิกฤติแล้ว ผมคงไม่มีทางเลือกอื่นอีก”
“พวกเราน่าจะเร่งมือกันนะ” เมื่อได้ข้อสรุปแล้วเซเนลก็พูดขึ้นพร้อมๆกับนอร์ม่า
“งั้นก็ไปตามคนอื่นมาด้วยนะ!”


“ดูสิ! นั่นหล่อนไง เจ้าบ้านคนปัจจุบันของสกุลวาเลนส์”
“เธอยังเป็นเด็กอยู่จริงๆนะ ผมสงสัยว่าบ้านวาเลนส์จะเป็นยังไงต่อไปกัน”
แม้เวลาจะผ่านไปซักแค่ไหน เสียงนินทาจากผู้คนรอบข้างก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา
“ฉันรู้ว่าฉันคงไม่ยอมไปรับใช้คนพวกนั้นหรอก”
“แหม อย่าพูดแบบนั้นสิ เธอกำลังพยายามเท่าที่เธอทำได้แล้วนะ น่ารักจะตายไม่ใช่เหรอ เวลาที่เธอพยายามทำตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่น่ะ”
แม้เธอจะตั้งใจเพียงไรกับชื่อที่ต้องแบกรับเอาไว้บนบ่าของตัวเอง
”อย่างกับว่าเธอกำลังเล่นเป็นผู้ใหญ่อยู่เลยนะ”
“ดิฉันได้ยินว่าพวกเขากำลังจะลบชื่อของตระกูลวาเลนส์ออกไปแล้วนะ”
เสียงเหล่านั้นก็ไม่เคยหยุดเงียบ
“ผมก็คิดไว้แบบนั้นน่ะล่ะ ก็เจ้าสกุลไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าเด็กคนหนึ่งนี่”
“จู่ๆประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งสกุลวาเลนส์ก็มาถึงจุดสิ้นสุดสินะ”
เสียงหัวเราะของผู้คนเหล่านั้นไม่เคยสิ้นสุด
“ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ.... ฉันพยายามอย่างหนักแล้ว... พวกคุณน่ะ หยุดพูดกันซักที! เงียบได้แล้ว!”
“ที่ท่านพ่อเสียชีวิตไม่ใช่เพราะฉัน ที่ท่านแม่เสียชีวิตก็ไม่ใช่เพราะฉัน เป็นความผิดของเขา ผู้ชายคนนั้นที่ช่วงชิงทุกอย่างไปจากฉัน”
ความโศกเศร้าของผู้นำตระกูลวาเลนส์คนสุดท้ายเช่นเธอ ได้แต่เปลี่ยนไปเป็นความโกรธแค้น
“ฉันไม่มีวันอภัยให้เขา ไม่มีวัน.... ฉันจะไม่ยอมยกโทษให้กับคนที่ทำแบบนี้กับฉัน”

“วันนั้น ฉันได้ตัดสินใจแล้ว
ฉันได้สลักความเกลียดชังของฉันเอาไว้ในหัวใจของฉันนี้
....เพื่อที่ฉันจะได้ไม่วอกแวก
....เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ลืมเลือน”
ทุกคนเดินทางลงไปยังแผ่ดินที่เงียบสงบซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ปฐพี
“แต่....ฉันไม่อยากสังหารเขา
ฉันไม่อยากให้ทำให้ใครเสียใจ...”
เซเนลและเชอรี่หันกลับมามองเธอซึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ลิฟต์อยู่คนเดียว
“โคลเอ้?”
“....ฉันฟังอยู่น่า ไม่เป็นอะไรหรอก”
“ใช่สิ แค่ตอนนี้เท่านั้น คิดเรื่องที่จะรักษาเอลซ่าไว้ก่อน ตกลงนะ?”
“คูลริดจ์...”
“เธออยากจะช่วยเอลซ่าใช่ไหมล่ะ?”
“แน่นอน ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”
“ดีแล้ว รีบตามทุกคนไปกันเถอะ”

เมื่อไปถึงหน้าทางเข้าอนุสรณ์ปฐพี นอร์ม่าก็หันมาหาวิล
“นี่ วิลจิ ปีศาจที่พวกเรากำลังตามหันมันหน้าตาเป็นยังไงน่ะ?”
“มันเป็นสายพันธุ์ที่แตกแขนงออกมาจากพวกทาแลนทูล่าอีกทีหนึ่ง เป็นปีศาจหายากที่พบได้น้อยมาก”
“มันดุร้ายหรือเปล่าครับ?” เจย์ถามเพื่อความแน่ใจ
“ไม่หรอก มันค่อนข้างเก็บตัวเลยทีเดียว ถ้าเราไม่โจมตีมันก่อน มันก็คงไม่ทำอะไร”
“ฟังแล้วเหมือนเป็นปีศาจที่ดีเลยนะจ๊ะ”
เจย์ได้ฟังแล้วก็มองนอร์ม่าและโมเซส “ทั้งสองคน อย่าไปยั่วมันนะครับ”
“อย่าเอาฉันไปเหมารวมกับโมสุเกะสิ!”
“อย่าเอาอั๊วไปเหมารวมกับแม่ฟองสบู่สิ!”
“ถ้าพวกมันไม่ออกมายังที่โล่ง พวกเราก็คงต้องเข้าไปข้างในเอง” โคลเอ้เสนอ
“รีบหามันให้เจอแล้วกลับไปหาเอลซ่ากันเถอะ” เซเนลบอกพร้อมๆกับการตอบรับจากโคลเอ้และโมเซส

ถึงจะสำรวจเข้าไปถึงส่วนกลางของที่นั่นแล้วก็ยังไม่เห็นแววของสิ่งที่ตามหาอยู่ นอร์ม่าเริ่มโวยวาย
“ไม่เห็นเจอซักทีเลยอ๊ะ! วิลจิ หมายความว่าไงน่ะ?!”
“ฉันบอกเธอแล้วนี่ว่ามันพบได้ยากน่ะ”
“พวกเราอาจต้องเข้าไปลึกกว่านี้อีกครับ” เจย์เสนอ
“แล้วพวกเราใช้รังไข่ของแมงมุมธรรมดาแถวๆนี้ไม่ได้เรอะ?” โมเซสถามอย่างสงสัย จนเจย์หันมามองตาเขม็ง
“โมเซส ความโง่ของคุณนี้ไร้ที่สิ้นสุดจริงๆครับ”
“เจโบ เอ็งช่วยยืนนิ่งๆซักนิดตอนที่อั๊วจะอัดเอ็งซะทีนะ”
วิลเดินไปยืนขวางระหว่างสองคนแล้วหวดโป๊กเข้าไปคนละที
“เธอสองคนไม่เบื่อหรือไงกันน่ะ? พอได้แล้ว!”
“เฮ้ย อั๊วด้วยเหรอ?”
“งั้นก็เหลืออย่างเดียวให้ลองแล้วล่ะนะ!” จู่ๆนอร์ม่าก็ตะโกนขึ้นมาจนทุกคนหันมามอง
“อะไรเหรอคะ?” เชอรี่ถาม
เจ้าตัวหันไปมองข้างๆโมเซส “กีท! ใช้จมูกของสัตว์ป่าอย่างแกดมหากลิ่นปีศาจนั่นซิ!” ว่าแล้วก็เธอก็วาดมือส่งสัญญาณให้ลุย
“นอร์ม่า ...กีทไม่ได้อยู่ที่นี่นะครับ” เจย์แย้ง
“อะไรนะ! โมสุเกะ! หมายความว่าไงน่ะ?! ถ้ามันไม่อยู่ที่นี่ นายก็น่าจะบอกฉันตั้งแต่แรกสิ!”
“ไม่ใช่ความผิดของอั๊วะที่หล่อนตาถั่วมองไม่เห็นมันนี่!”
เชอรี่เอ่ยปากถามบ้าง “กีทไม่อยู่กับคุณหรือคะ?”
“อั๊วรู้สึกไม่ค่อยดีกับสิ่งที่แม่ฟองสบู่ทำกับมัน อั๊วเลยไม่ได้เอามาด้วยน่ะ”
“พี่สงสัยจังนะจ๊ะว่าอาร์นี่จะไปถึงป่าไร้การหวนกลับหรือยัง” คำพูดของกริวเน่ทำเอาหลายๆคนคิดถึงชื่อที่เธอเรียกอัลคอตท์
ช่วงเวลานั้นคงไม่มีใครคนอื่นนอกจากริวเน่ ที่จะสังเกตเห็นว่ามีเพียงโคลเอ้ที่ยืนคิดอะไรเงียบๆอยู่คนเดียว
“โคลเอ้? เธอดูท่าทางน่ากลัวจังนะจ๊ะ มีอะไรหรือเปล่า?”
“เธออาจจะโกรธเพราะโมสุเกะเอาแต่เถลไถลน่ะ” นอร์ม่าแอบกระแนะกระแหนจนเจ้าตัวหันมามอง
“อ้ะ...ฉันกำลังฟังอยู่น่ะ” โคลเอ้พูดกลบเกลื่อนเมื่อรู้ว่าทุกคนกำลังมองเธออยู่
“โกหกชัดๆย่ะ”
“เธอคงมัวแต่คิดเรื่องเอลซ่าน่ะ” วิลช่วยพูดแก้ตัวให้
“งั้นก็รีบไปหารังไข่นั่นเถอะ!” นอร์ม่าบอกก่อนทุกคนจะเดินเข้าไปในส่วนถัดไป ยกเว้นแต่โคลเอ้ที่ยืนล้าหลังเช่นเคย
“ตอนนี้ฉันต้องคิดเรื่องเอลซ่าเท่านั้น ฉันตัดสินใจเอาไว้แล้วใช่ไหมล่ะ?”
เธอพูดเบาๆกับตัวเอง
“....ฉันตัดสินใจแบบนั้น แต่ฉันก็หยุดคิดเรื่องอื่นไม่ได้ ฉัน...ฉันเป็นแบบนี้เสมอจริงๆ....”

เธอนั่งอยู่ในห้องนอนของตัวเองหน้ากระจกบานใหญ่ ข้างๆมีสาวรับใช้ของเธอยืนอยู่ข้างๆ
“นายท่านโคลเอ้คะ แน่ใจแล้วหรือ?”
เด็กสาวซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงยาวนั้นพยักหน้าตอบรับ “ค่ะ”
“จะตัดผมที่สวยงามนี้ออกไปมัน....”
“ฉันบอกว่าฉันแน่ใจค่ะ” เธอเน้นย้ำไปอีกครั้งจนสาวใช้ละล่ำละลัก
“ขอ..ขออภัยค่ะ ดิฉันทราบแล้วว่าท่านตัดสินใจแล้ว”
“ฉันจะเป็นอัศวิน เป็นอัศวินที่ควรคู่กับสกุลวาเลนส์”
“ค่ะ นายท่าน”
“ฉันจะฟื้นฟูชื่อเสียงของเรา เพื่อให้ท่านพ่อและท่านแม่ได้พักผ่อนอย่างสงบ”
“ดิฉันแน่ใจว่าท่านต้องทำสำเร็จค่ะ ดิฉันจะเริ่มตัดแล้วนะคะ”
เสียงกรรไกรดังขึ้นพร้อมๆกับที่ผมยาวดำขลับของเธอปลิวลงมากระจายบนพื้นห้องนั้น...

“ฉันจำความรู้สึกของฉันได้แจ่มชัดแล้ว ความเกลียดชังของฉันนั้นอยู่ที่ตรงนี้....” โคลเอ้ยกมือทาบที่หน้าอกตัวเอง
“คู ถ้าเธอไม่รีบพวกเราจะทิ้งเธอแล้วนะ!” เสียงนอร์ม่าดังข้ามประตูมา เรียกให้เธอตื่นจากภวังค์ก่อนจะวิ่งตามไป

ทันทีที่ถึงส่วนในสุด ทุกคนก็เห็นแมงมุมยักษ์ตัวเขื่องสีเทายืนอยู่ที่นั่น
“อ่าฮ่า! ปีศาจ! วิลจิ นั่นเป็นตัวที่พวกเรามองหาหรือเปล่าเอ่ย?”
“ใช่ ตัวนี้ล่ะๆ แต่...” วิลตอบคำถามของนอร์ม่า แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกว่าท่าทางงของปีศาจตัวนั้นมันแปลกๆ พอดีกับที่เสียงคำรามของมันดังขึ้น
“แหม ท่าทางมันจะอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่น่ะจ๊ะ”
“ผมนึกว่ามันน่าจะเป็นพวกรักสงบไม่ใช่หรือครับ?” เจย์หันมามองวิล
โมเซสดึงหอกของตัวเองออกมาตั้งท่า “ถ้ามันอยากสู้ พวกเราก็ให้มันสิ ยะฮู้!” พูดจบเขาก็ปาหอกใส่มันทันที ท่าทางของมันดูไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้าโจรโง่! นายทำมันโกรธกว่าเดิมแล้วนะ!” นอร์ม่าด่าใส่เขา
“ตอนนี้เราคงทำให้มันสงบไม่ได้แล้วค่ะ...” เชอรี่พูดเมื่อมองเห็นท่าทางของแมงมุมนั้น
ไม่นาน หมอกดำก็เรี่มลอยออกมาจากตัวของมัน!
“ขอบคุณนะครับ โมเซส ตอนนี้เลยมีหมอกดำแถมมาอีก!” เจย์เหน็บแนม
“เอ็งก็รู้นี่ว่าหมอกนั่นไม่ใช่ความผิดอั๊วน่ะ!”
หมอกนั้นรวมตัวเป็นปีศาจสีดำอีกครั้ง
“โอย มันกลายเป็นเจ้าตัวกลมๆอีกแล้วล่ะ” นอร์ม่าเกาหัวอย่างเหนื่อยใจ
“เป็นผลงานของโมเซสครับ....”
“ไม่ใช่อั๊วซักหน่อย!”
เซเนลตั้งท่าพร้อมรบเมื่อเห็นว่าพวกมันเริ่มตัวกันอีกครั้ง “บ้าจริง!”

ร่างของมันกลับเป็นแมงมุมตามเดิมเมื่อถูกจัดการจนสิ้นฤทธิ์
“หมอกดำอีกแล้ว...” เจย์พูดขณะเก็บอาวุธ ส่วนวิลก็เดินไปสำรวจที่ตัวมันแล้วหยิบบางอย่างออกมา
“ฉันได้รังไข่ของมันมาแล้ว ก็กังวลเรื่องหมอกอยู่หรอกนะ แต่ตอนนี้พวกเราน่าจะห่วงเรื่องเอลซ่ามากกว่า รีบกลับไปที่เมืองเถอะ””
ทุกคนกลับไปที่เมืองซึ่งถึงเวลาเย็นแล้ว
“ฉันหวังว่าคุณอัลคอตท์คงกลับมาแล้วนะ” วิลบอก
“รีบไปที่โรงพยาบาลกันเถอะครับ”

ที่ชั้นสองของโรงแรมนั้น ฮาริเอทกำลังง่วงอยู่กับการเตรียมของดูและเอลซ่า เธอรีบวิ่งมาหาทุกคนทันทีที่เห็น
“ทำไมถึงไปนานกันนักล่ะ?!”
“คุณอัลคอตท์กลับมาหรือยังน่ะ?” วิลถามลูกสาว
“ยังเลยค่ะ” เธอส่ายหน้า “อ้อใช่ เขาฝากจดหมายนี่ไว้ให้ด้วยล่ะ”
เขารับมันมาอย่างสงสัย “งั้นหรือ?”
“ค่ะ เขาบอกว่าให้เอามาให้พ่อน่ะ” เธอตอบแล้วล้วงจดหมายอีกฉบับออกมา “แล้วฉบับนี้ก็ฝากให้พี่โคลเอ้”
“ฉันเหรอ?” เธอรับมาลองเปิดอ่านดู
“นี่มันคำแนะนำขั้นตอนวิธีการปรุงยารักษาเอลซ่านี่” วิลพูดหลังอ่านจดหมายในมือซักพัก
“เขาจะส่งมาให้พวกเราทำไมกันนะ?” โคลเอ้ถาม พอดีกับที่เสียงแกรบๆดังขึ้น เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นโคลเอ้ขยำจดหมายในมือจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
“นี่! คู ทำไมขยำจดหมายถึงตัวเองแบบนั้นล่ะ?” นอร์ม่าถาม แต่อีกฝ่ายก็ไม่ตอบอะไรกลับมา
“ตอนนี้คิดเรื่องคุณเอลซ่าก่อนเถอะค่ะ” เชอรี่กล่าว
“ถึงจะมีขั้นตอนการทำ พวกเราก็ยังต้องการวัตถุดิบอีกนะ” นอร์ม่าพูด เพราะวัตถุดิบก็ยังขาดดอกไม้ที่อัลคอตท์ต้องไปเอามาจากป่าไร้การหวนกลับอีก
“งั้นอย่างน้อยพวกเราก็ช่วยฟื้นแรงกายให้เธอด้วยศาสตร์แห่งเขี้ยวไม่ได้เหรอ” โมเซสเสนอความเห็นที่เป็นผู้เป็นคนออกมา
“ครับ พวกเราทำแบบนั้นได้” เจย์ยอมรับ
“แหม เป็นไอเดียที่ดีมากเลยจ๊ะ โมเซส! ฉลาดจริงๆเลย!” กริวเน่พูดแล้วเดินไปกอดจนหน้าอกเธอไปแนบตัวเขา โมเซสยืนอึ้งซักพักแล้วก็เผ่นแว้บลงไปพร้อมเสียงตะโกน “ยี๊ฮ่า!”
“ท่าทางเจ๊จะทำให้วันนี้เป็นวันของหมอนั่นแล้วล่ะ” นอร์ม่าบอกเธอ ขณะเสียงโวยวายยังดังอยู่ “ย๊าฮู้!”
“สงสัยจะเป็นปีของเขาซะมากกว่าครับ”
“มาลองใช้ศาสตร์แห่งเขี้ยวกันเถอะ เชอรี่ ถ้าเธอจะช่วยได้น่ะนะ” วิลหันมาหาเธอ
“ค่ะ” เธอตอบตกลง ก่อนที่วิล ฮาริเอท เซเนล เชอรี่ และโคลเอ้จะเดินเข้าไปในห้องพักของเอลซ่า ซึ่งยังคงหอบด้วยความอ่อนล้า
“ฉันหวังว่านี่คงมีผลบ้างนะ” วิลพูดก่อนจะใช้พลังฟื้นฟูให้กับเธอพร้อมๆกับเชอรี่
“อือ....” เสียงครวญครางของเธอดูจะเงียบลงไปบ้าง
“การหายใจของเธอดูจะเข้าที่แล้วนี่” เซเนลพูดเมื่อเห็นแบบนั้น แต่จู่ๆร่างที่อยู่บนเตียงนั้นก็เริ่มทุรนทุรายอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ” วิลสรุปแล้วหันไปทางลูกสาว “ฮาริเอท ไปตามนอร์ม่ามา พวกเราต้องให้เธอช่วยด้วยเหมือนกัน”
“ได้ค่ะ” ฮาริเอทตอบแล้ววิ่งออกไปนอกห้อง
“แฮ่กๆ....” เอลซ่ายังคงหอบด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา
“ชั้นอยากเอายามาให้เธอให้เร็วที่สุดนะ” เซเนลเอ่ยปาก
“พวกเราจะรอจนถึงรุ่งเช้า ถ้าอัลคอตท์ยังไม่กลับมา พวกเราก็จะไปยังป่าไร้การหวนกลับกันเอง”
โคลเอ้พูดชื่อของเด็กสาวที่นอนอยู่บนเตียงนั้นขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
“นั่นจะไปไหนของเธอกันน่ะ?” เซเนลมองตามร่างนั้นไป
“เธออาจจะรู้สึกต้องรับผิดชอบที่ไม่หยุดเอลซ่าเอาไว้” วิลเสริม ขณะที่เซเนลคิดถึงอะไรบางอย่าง
“ชั้นสงสัยจริงว่าในจดหมายของโคลเอ้นั่นเขียนถึงอะไร” เขาพูดแล้วนึกถึงอาการของเธอในเวลานั้น “มือของเธอสั่นระริกตอนที่เธอขยำมันทิ้ง”
เชอรี่ฟังแล้วก็มองไปยังประตูซึ่งอีกฝ่ายพึ่งก้าวเดินออกไปอย่างเป็นห่วง
“ชั้นมีความรู้สึกไม่ค่อยดีว่าเธอกำลังจะเอาตัวเข้าไปเจอกับปัญหา หวังว่าชั้นคงคิดผิดนะ”
“พี่เซเนลคะ พวกเราจะจัดการที่นี่เอง ได้โปรดไปดูคุณโคลเอ้เถอะนะ”
“เชอรี่?”
“หนู...หนูคงไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเธอ...” เชอรี่กล่าว “แต่พี่รู้ ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ ปล่อยให้ชั้นจัดการเอง”
เชอรี่ฟังแล้วก็หันไปบอกวิล “มารักษาเธอกันต่อเถอะค่ะ”
“ได้สิ ขอบใจนะ เซเนล”

--------มือบอนโดย Next Farecery @ 9 Mar, 2007, 10:50 pm----------