Tales of Legendia - Character Quest : A place to call home, part2.

October 1st, 2006 02:10PM, Next Farecery said,

 

เวลาเดียวกัน โคลเอ้เดินไปจนถึงทางขึ้นสุสาน เธอชะงักเท้าที่ตรงนั้นขณะภาพในอดีตกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง กับเสียงกรีดร้องของตัวเองที่ไม่มีวันลืมเลือน
“ถ้าฉันไม่ทำลายคำสาปนี้ ฉันคงไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อีก แต่.... ทำไมถึงต้องเป็นคุณด้วยล่ะ?”
เธอพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองฟ้าเมื่อมาถึงเวลาที่ตัวเองต้องตัดสินใจ
“ฉันจะ....ฉันควรจะทำยังไงดี?”
หมอกดำซึมออกมาจากรอบๆตัวเธอจนสังเกตได้
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?!” เธอมองไอสีดำที่ระเหยออกมานั้น พร้อมความเจ็บแปลบที่แล่นเข้ามาในหัว
ที่ด้านหลังของเธอ ภาพลางๆของเด็กสาวผมยาวดำขลับ ในชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนปรากฏขึ้น
“เธอคือ...ฉัน?”
“คุณจะกังวลอะไรอีกล่ะ? พยายามนึกถึงมันซักครู่สิ”
“อะไรนะ?”
“ใครกัน ที่ช่วงชิงทุกอย่างไปจากฉัน? ใครกัน ที่สังหารท่านพ่อกับท่านแม่?”
เสียงพูดจากร่างนั้นทำให้เธอก้มหน้า พูดชื่อของชายคนนั้นออกมาอย่างไม่เต็มปากเต็มคำ “....อัลคอตท์”
“ทำไมฉันจึงฝึกฝนวิชาดาบ? ทำไมฉันจึงต้องฝึกฝนอย่างหนักจนมือนี้เต็มไปด้วยเลือด?”
“.....เพื่อล้างแค้นให้กับท่านพ่อท่านแม่ เพื่อให้พวกท่านได้พักผ่อนอย่างสงบ”
“ฉันถูกทิ้งไว้ตามลำพัง ลองคิดถึงวันที่โศกเศร้าและเดียวดายนั้นสิ นึกถึงการต้องอยู่ตามลำพังในห้องที่กว้างใหญ่นั้น”
เธอรับฟังร่างของเธอในอดีตนั้นพูดอยู่เงียบๆ
“ฉันพยายามอย่างหนัก เพื่อปกป้องสกุลวาเลนส์ และไม่มีใครช่วยฉันเลย จำได้ไหม? ฉันต่อสู้กับความเจ็บปวดและความเงียบเหงา ฉันไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาได้”
“....ใช่”
“ใครกัน ที่ต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่ฉันต้องเผชิญ?”
“อัลคอตท์”
“เห็นไหมล่ะ นั่นล่ะ คือคำตอบของเธอ!”
“....ใช่”

ที่ชั้นล่างของโรงแรมซึ่งเจย์กับกริวเน่ และนอร์ม่าซึ่งกำลังพูดกับฮาริเอทยืนอยู่ เซเนลเดินลงมาหาพวกเขา
“มีใครรู้ไหมหว่าโคลเอ้ไปที่ไหน?”
ทุกคนพยายามคิดกันใหญ่ ขณะเสียงเอะอะของโมเซสดังเข้ามาก่อนเจ้าของเสียงจะโผลงเข้ามากลางวง “ย๊าฮู๊!”
“อ้อ เขากลับมาซะทีแฮะ” นอร์ม่ามองเขาซึ่งยิ้มแก้มแทบฉีก
“คุณวิ่งออกไปไหนกันมาครับ? นี่ไม่ใช่เวลาจะมาเล่นกันนะ”
“เจโบที่น่าสงสาร เอ็งคงไม่เข้าใจว่าอั๊วมีความสุขแค่ไหนน่ะ” เขาหันมาหยักหน้าหงึกๆ
“หมายความว่ายังไงน่ะครับ?”
“โมเซส นายเห็นโคลเอ้บ้างไหม” เซเนลถามคนที่พึ่งวิ่งรอบเมืองมาสดๆร้อนๆ
“อั๊วเห็นเธอเดินไปที่สุสานน่ะ” โมเซสหันกลับมาให้คำตอบ
“สุสาน....ขอบใจมาก!”
“แหม ทำได้ดีมากจ๊ะ โมเซส!” กริวเน่ชมแล้วเดินเข้าไปกอดเขาแน่นอีก เจ้าตัวหน้าแดงควันแทบออกหู
“ยี๊ฮ่า!” เขาชูมือตะโกนลั่นแล้วเผ่นออกไปนอกโรงพยาบาลอีกครั้ง เจย์และนอร์ม่าถึงกับออกอาการเซ็ง
“ไม่เอาอีกแล้วน๊า!”

หยดน้ำที่ลงมาสัมผัสตัว ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมองฟ้าซึ่งมืดครึ้ม สายฝนเริ่มตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
“....ฝนตกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” เธอพึมพำแล้วหันกลับเมื่อจะเดินออกไป แต่เซเนลก็มาพบเธอเข้าพอดี
“เธอคิดจะไปไหนกันน่ะ?” เขาเอ่ยปากถาม แต่โคลเอ้ก็ไม่ตอบอะไร
“อย่าพยายามคิดแก้ตัวเลยน่า”
“ฉันไม่เข้าใจว่านายพูดถึงเรื่องอะไรน่ะ”
“ในจดหมายของอัลคอตท์เขียนถึงอะไรกัน?
“....ไม่ใช่เรื่องของนาย” เธอตอบมาแบบเย็นชา
“อย่าพูดแบบนั้นสิ” เขาพยายามหว่านล้อมเธอ แต่เธอก็ยังหันหลังให้กับเขา “โคลเอ้!”
เธอเดินไปสองสามก้าว แล้วก้มหน้าพูดท่ามกลางสายฝน “ฉันนี่โง่จริงๆ ฉันสูญเสียเป้าหมายของฉันไปเมื่อได้อยู่ใกล้กับพวกนายทุกคน”
“....โคลเอ้?”
“ไม่ได้คิดถึงความเกลียดชังมากมายที่ฉันมี ไม่ได้คิดถึงสาเหตุทั้งหมดที่ฉันจับดาบ... กว่าจะรู้ตัว ฉันก็เลิกล้มความคิดที่จะล้างแค้นแล้ว”
เธอหันกลับมาหาเขา “หลังจากที่สติงเกิ้ลหนีไป ฉันก็ไม่มีความต้องการหรือพลังที่จะเริ่มตามหาเขาอีก แม้ฉันจะยืนอยู่เบื้องหน้าสุสานของท่านพ่อท่านแม่ ฉันก็ไม่รู้สึกถึงความเกลียดชังที่เคยมีเลย”
“ฉันกำลังจะลืมเขา....แต่แล้ว....แต่แล้ว....”
“ผู้ที่ฆ่าพ่อแม่ของเธอก็มาปรากฏต่อหน้าสายตาเธอเอง ไม่ใช่ในฐานะสติงเกิ้ล แต่เป็นอัลคอตท์” เขาพูดแทนเธอซึ่งไม่อาจจะพูดมันออกมาได้
โคลเอ้วาดแขนพูดด้วยเสียงอันดังแข่งกับเสียงฝนที่โหมกระหน่ำ “ใช่สิ! ฉันเห็นรอยสักที่แขนของเขาแล้ว! ฉันแสร้งว่าไม่เห็นไม่ได้หรอก! ตอนนี้ฉันก็รู้แล้ว ฉันก็ใช้ชีวิตเหมือนว่าไม่รู้ไม่ได้หรอก! แค่สิ่งเล็กน้อยแบบนั้นชิ้นเดียวก็พอที่จะดึงทุกอย่างให้หวนกลับมาได้แล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ตัวเธอจะเปียกชุ่มไปเพราะฝน แต่ก็ไม่ทำให้เธอหยุดอารมณ์ของตัวเองได้
“ความทรงจำที่ฉันฝังไปได้กลับคืนมาอีก มันชัดเจนเหมือนที่มันเคยเป็น ความทรงจำของช่วงเวลาที่เลวร้ายและน่าสังเวชนั่น.... ฉันทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยให้ความเกลียดชังเหล่านั้นมันกลืนกินร่างกายนี้ ฉันควบคุมความรู้สึกนี้ไม่ได้อีกแล้ว!”
“ตอนที่ชั้นเจอปัญหา เธอก็อยู่ที่นั่นเพื่อชั้น เธอฟังทุกเรื่องที่ชั้นต้องพูด ทั้งความกังวลและความกลัวทั้งหมดของชั้น” เขาพยายามชักจูงเธอ
“ถ้าตอนนั้นชั้นอยู่ตามลำพังคนเดียว ชั้นก็ไม่คิดว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้หรอก ดังนั้นก็เธอก็เลิกแบกรับเรื่องเหล่านี้คนเดียวเถอะ เลิกทรมานตามลำพัง”
“คูลริดจ์....” เธอมองเขาแล้วหันหลังไปอีก “หลังจากที่ท่านพ่อท่านแม่ของฉันถูกฆ่า ชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไปเป็นแบบที่นั่งสังเวชโดยสมบูรณ์ ตอนแรกฉันก็ได้แต่ร้องไห้ กับความเจ็บปวดมากมาย ความโศกเศร้ามากมาย....”
ถึงเขาจะไม่เห็น เธอก็พูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะส่ายศีรษะ
“แต่สถานการณ์มันไม่ยอมให้ฉันได้เสียใจเพื่อตัวเอง สายตาทุกคู่จ้องมาที่ฉัน ในฐานะผู้เหลือรอดหนึ่งเดียวแห่งตระกูลวาเลนส์ ฉันต้องทำตัวให้เหมาะสมกับชื่อนั้น ฉันทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูล ฉันทำทุกอย่างที่ฉันทำได้”
ยิ่งเธอพูด ความเสียใจในอดีตก็ยิ่งแสดงออกมาบนใบหน้าของเธอ “แต่ท้ายที่สุด มันก็เป็นแค่ความพยายามที่ไร้ค่าของเด็ก ฉันทำเรื่องผิดพลาดไปมากมาย มันไม่ได้ใช้เวลานานนักก่อนที่สกุลวาเลนส์จะถูกตัดสินให้ต้องถูกลบไป แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรอก เมื่อสกุลที่ฉันเฝ้าทำงานให้อย่างหนักเพื่อปกป้องไว้กลับถูกลบชื่อ”
“จริงๆแล้วฉันโล่งใจ ที่ฉันไม่ต้องกังวลว่าผู้คนรอบๆตัวจะคิดยังไงอีก ผู้คนที่รับฉันไปดูแลก็เป็นคนดีทั้งนั้น พวกเขาใจดีกับฉัน พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ของฉัน และพวกเขาดูแลฉันอย่างอ่อนโยน แต่ฉันก็รู้ว่าลับหลังแล้วพวกเขาเรียกฉันว่ายังไง”
“[ ผู้ครองบ้านตุ๊กตาแห่งวาเลนส์] ตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่เคยมีใครคิดว่าฉันจะแบกรับภาระของสกุลได้ และเป็นตอนนั้นที่ฉันตระหนักได้ ชีวิตของฉันทั้งชีวิต ฉันยังคงเป็น โคลเอ้ วาเลนส์ ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ฉันไม่สามารถหลีกหนีไปจากคำสาปแห่งสายเลือดและสกุลของฉัน”
เธอหันกลับมาหาเขา “จดหมายนั่นบอกว่า [ ถ้าเธอตัดสินใจได้แล้ว ก็จงมาปรากฏตัวต่อหน้าฉันพร้อมดาบในมือของเธอ ] “
“เขารู้ว่าเธอจะต้องฉุกใจคิดได้ว่าเป็นเขา”
โคลเอ้ชี้นิ้วมาที่เซเนล “อย่าขวางทางฉันนะ คูลริดจ์”
“เธอจะไปหาอัลคอตท์หรือ? แล้วเธอตั้งใจจะทำยังไงกับเอลซ่าล่ะ? เธอตั้งใจจะทำยังไงกับพวกเรากัน?!”
เธอลดมือลงรับฟังคำพูดของเขา
“เธอคงไม่ได้วางแผนว่าจะหายตัวไปเงียบๆหรอกนะ ไม่อย่างนั้นเธอก็ทำตัวเหมือนเด็กอมมือแล้ว!”
เธอก้มหน้าลงพูดเบาๆ “....บางทีฉันอาจจะทำแบบนั้นก็ได้”
เขาตะโกนใส่เธอเมื่อได้ยินเช่นนั้น “นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ!”
“เวลาของฉันได้หยุดลงนับแต่วันนั้น เวลาของฉันหยุดลงนับแต่วินาทีที่ฉันตัดสินใจที่จะหยิบดาบ หลีกไปซะ”
เขาส่ายศีรษะแทนคำตอบ “พวกเรายังพูดกันไม่จบนะ”
“แล้วนายจะบอกหรือไงว่านายสามารถควบคุมตัวเองได้ตลอดน่ะ?! ตอนที่วากรัฟ...ตอนที่คนที่ช่วงชิงคุณสเตล่าไปจากนายต่อหน้าต่อตา นายยังใจเย็นได้เหรอ?!”
“นั่นมัน... “ เซเนลฟังแล้วก็ไม่อาจตอบกลับไปได้
“ความโกรธแค้นที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่ในตัวฉันน่ะ มันมากเกินกว่าที่ร่างกายเล็กๆนี่จะทนรับได้แล้ว!”
“ชั้น.....”
“นายจะบอกว่านายแตกต่างจากฉันหรือ คูลริดจ์?! จะบอกว่าฉันผิดหรือ?!” เธอเอื้อมมือไปจับที่ปลอกดาบด้วยอารมณ์ที่เหลือทน
“โคลเอ้ อย่านะ....”
“ถ้านายไม่ฟังฉัน ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก”
“ถ้าเธอชักดาบนั่นออกมา จะไม่มีโอกาสหันหลังกลับอีกนะ” เขาพยายามบอกให้เธอเปลี่ยนใจ
“ฉันไม่มีความคิดที่จะหันหลังหรอก!” เธอพูดพร้อมๆกับที่คมดาบของเธอถูกเผยออกมาให้เห็น
“ยัยบ้าเอ๊ย!”
“นี่เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย หลบไปซะ คูลริดจ์” เธอขู่ด้วยเสียงที่บ่งบอกถึงความตั้งใจจริง
กระนั้น เขาก็ยังยืนหยัดอยู่ที่เดิม “ไม่”
โคลเอ้ชะงักไปเล็กน้อย
“ได้โปรดเถอะ เลิกพยายามช่วยฉันซะที ความอ่อนโยนของนายน่ะ.....กำลังจะฉีกฉันให้เป็นชิ้นๆ....” เธอพูดด้วยความลังเล ก่อนจะเสียงแข็งขึ้นมาอีก
“ถอยไปซะ”
“พอได้แล้ว” เซเนลยังคงยืนยันคำพูดเดิม
“ไม่ได้ยินฉันหรือไง? ฉันบอกว่าถอยไปไงล่ะ!” เธอตะโกนใส่เขา
“แล้วชั้นก็บอกว่าพอได้แล้วไงล่ะ!” เขาตวาดใส่เธอกลับ จังหวะเดียวกับที่เขาหลบคมดาบของเธอไปได้แบบเฉียดฉิว “โคลเอ้...เธอเอาจริงงั้นเหรอ?!”
“ถ้านายไม่เตรียมตัวที่จะสู้ล่ะก็ถอยไปซะ ไม่งั้นก็ตาย!”
“โคลเอ้ หยุดนะ!”
เธอโจมตีเข้ามาราวกับเขาเป็นศัตรูจริงๆ จนเซเนลก็ไม่อาจจะยั้งมือเอาไว้ได้
“โคลเอ้ ได้โปรดเถอะ หยุดเรื่อง—“ เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเธอช่วงที่เธอเกือบจะหมดแรงนั้นเอง แต่มันกลับเป็นการเปิดช่องโหว่ให้เธอพุ่งเข้ามาได้!
“....แบบนี้....อึ้ก...” คำพูดของเขาขาดช่วง เมื่อรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นแปลบเข้ามา คมดาบของเธอแทงท้องของเขาจนทะลุไปถึงหลัง!
“ฉันเตือนนายแล้ว ฉันบอกนายแล้วว่าถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี นายตายแน่” เธอพูดเหมือนกับไร้ความรู้สึกทั้งที่พึ่งใช้ดาบของตัวเองทำร้ายเขา
“โคลเอ้....” เขาพยายามเรียกเธอ แต่ก็ต้องล้มลงไปนอนกับพื้นเพราะความเจ็บปวดขณะที่อีกฝ่ายดึงดาบออกจากร่างเนื้อนั้นไปโดยไม่แยแส
“ค่อก....อึ้ก....” เซเนลพยายามกัดฝันทนความเจ็บปวด เมื่อเลือดไหลออกมาจากปากแผลฉกรรจ์นั้นอย่างรวดเร็วจนเจิ่งนองพื้นที่เปียก ชุ่มไปด้วยฝนนั้น
“ตอนนี้ฉันทำแบบนี้กับนายไปแล้ว ฉันก็ไม่มีที่ซึ่งฉันจะวสามารถกลับไปได้อีก” เธอพูดหลังจากมองเขาซึ่งได้แต่หายใจอย่างยากลำบาก
“เพราะแบบนั้นยิ่งทำให้การตัดสินใจของฉันนั้นมั่นคงยิ่งขึ้น ขอบคุณมาก คูลริดจ์”
“....เธอคิดว่าชั้นอยาก....ให้ขอบคุณเพราะเรื่องนั้นหรือไงกัน?!” เขาพยายามยันตัวขึ้นยืน “ชั้นไม่ยอมรับมันหรอก”
“...ทำไมนายต้องมาหยุดยั้งฉันด้วย?” เธอมองร่างที่เต็มไปด้วยเลือดซึ่งพยายามสุดชีวิตเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้
“เธอเป็นเพื่อนของชั้น....ชั้น....เป็นห่วงเธอ... อย่า...ไปนะ...”
โคลเอ้สูดหายใจแล้วมองขึ้นฟ้า “ฉันหวังว่าฉันควรจะรับคำพูดเหล่านั้นเอาไว้ได้...”
“โคลเอ้.....”
เธอส่ายหน้าขณะที่เขาจะพูดอีก “อย่าพูดอะไรอีกเลย” เธอบอกก่อนจะหันหลัง
“ได้โปรดเถอะ อย่าพูดอะไรอีกเลย.....” เธอก้มหน้าพูดด้วยความรู้สึกผิด
“อย่าไป...โคลเอ้....”
“การปลอบโยนของนายไม่ให้อะไรกับฉันนอกจากความเจ็บปวด.....” เธอทิ้งท้ายก่อนเดินสวนร่างของเขาซึ่งทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างไม่มีทางต้าน
“โคลเอ้....อย่าไป...อย่าไป.....”
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน กว่าที่เชอรี่จะเดินมาพบเขา เธอรีบวิ่งมาทันทีเมื่อเห็นร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของพี่ชาย เธอก็เข่าอ่อนลงไปนั่งข้างๆเมื่อเห็นบาดแผลสาหัสบนร่างที่หายใจรวยรินกลาง สายฝนนั้น
“พี่เซเนล?! พี่คะ! ทนไว้นะ!” เขาได้ยินเพียงแค่นั้นก่อนทุกอย่างจะดับวูบลงไป....


เมื่อรู้สึกตัวขึ้น แสงสว่างก็บอกให้เขารู้ว่านั่นเป็นเวลาเช้าแล้ว เขาผุดลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับความเจ็บปวดเล็กน้อยที่แล่นเข้ามา
“อูย....” เขามองไปรอบๆและพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในบ้านของตนเอง เซเนลลุกมายืนกลางห้องแล้วคิดย้อนไปอย่างสับสน
“ชั้นกำลัง....กับโคลเอ้...แล้วก็....”
เสียงฝีเท้าหนึ่งเดินตามบันไดขึ้นมา เชอรี่นั่นเอง ทันทีที่เห็นเขาเธอก็มีสีหน้าโล่งอก รีบวิ่งมาหาทันที
“พี่เซเนล! ฟื้นแล้วเหรอคะ”
เขาจับที่บาดแผลของตัวเองที่เริ่มหายไปส่วนหนึ่งแล้ว “เธอเป็นคนรักษาชั้นเหรอ?”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวสิ แล้วโคลเอ้ล่ะ?!” เมื่อนึกขึ้นได้เขาก็รีบถามทันที แต่แค่สีหน้าเชอรี่ก็ตอบเขาได้แล้ว
“....เธอไม่ได้กลับมาอีกเลยค่ะ”
เซเนลกัดฟันกรอดพูดด้วยความโกรธตัวเอง “ชั้นจะมานอนบนเตียงไม่ได้ ชั้นต้องไปตามโคลเอ้!”
เขาพูดแล้วเดินลงบันไดไป 3-4 ขั้น แล้วก็ต้องทรุดลงนั่งเพราะบาดแผลนั้นยังไม่หายดี “อึ้ก!”
“พี่ไม่ควรเคลื่อนไหวกะทันหันแบบนั้นนะคะ”
“ชั้นต้องไป”
“ไม่ว่าจะยังไงหรือคะ?” เธอถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
“ไม่ว่ายังไงก็ตาม ชั้นก็ทิ้งเพื่อนไม่ได้หรอก” เขาตอบขณะพาร่างกายเดินโซเซลงไป
“.....ทุกคนกำลังรออยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ” เชอรี่พูดออกมาหลังนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“เชอรี่?” เขาพูดขณะมองเธอเดินลงมาหาเขา
“หนูก็จะไปด้วย คุณโคลเอ้เป็นเพื่อนของหนูเหมือนกันค่ะ”
“...ใช่”

ทั้งสองคนไปที่โรงพยาบาล ซึ่งคนอื่นๆกำลังปรึกษากันอยู่ ทันทีที่เขาเข้าไป นอร์ม่าที่นอนอยู่ก็ลุกพรึ่บ
“เซโนจิ เอ็งสบายดีแล้วเหรอ?”
“ใช่ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ ทุกคน”
หลังจากที่ทุกคนได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
“เขาคือสติงเกิ้ลจริงๆสินะ.... อัลคอตท์คงจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” วิลพูด
“ใช่ ไม่งั้นเขาคงไม่ทิ้งจดหมายบอกวิธีปรุงยาเอาไว้หรอก” นอร์ม่าเสริม
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีครับ? ถ้าเขาคือสติงเกิ้ล และเขาสังหารพ่อแม่ของโคลเอ้จริงๆ การกระทำของเธอก็ไม่ใช่ว่าผิดหรอกนะครับ” เจย์พูดตามความคิดส่วนตัว
“หล่อนก็แค่ล้างแค้นให้กับครอบครัวเท่านั้นเองนี่” โมเซสบอก
“โคลเอ้ยังไม่มั่นใจว่าเธอกำลังทำอะไรหรอก” เซเนลช่วยยืนยันแทน
“แต่หล่อนก็มั่นใจพอที่จะแทงเอ็งนะ เซโนจิ....”
“ถ้ามันทำให้โคลเอ้ค้นพบความสุขล่ะก็ บางทีอาจจะดีที่สุดก็ได้จ๊ะ”
“ชั้นไม่คิดว่าโคลเอ้จะพบความสุขหลังจากได้ล้างแค้นหรอกนะ เธอดูเหมือนจะมีปัญหากับมันมาตลอดเวลาหลายวันนี้”
“พี่คะ...” เชอรี่หันมามองขณะที่เขาพูด
“ถ้าเธอฆ่าอัลคอตท์ ความเกลียดชังในอดีตของเธอก็อาจจะหายไป แต่สิ่งที่จะรอเธออยู่เบื้องหน้าก็คือความทรมาน”
“ใช่ จริงเลยล่ะ แล้วมันก็จะทำให้พวกเรารู้สึกไม่ดีตามไปด้วย” นอร์ม่ายอมรับ
“ดังนั้นชั้นอยากจะห้ามเธอ ชั้นต้องห้ามเธอ ถ้าปล่อยเธอไว้แบบนี้ ชั้นไม่คิดว่าเธอจะกลับมาได้อีก!”
ทุกคนนิ่งเงียบไม่ออกความเห็นใดๆ
“ทุกคนพอใจหรือไง? กับที่จะปล่อยให้เธอไปแบบนั้นน่ะ? ชั้นยอมรับไม่ได้หรอก ดังนั้น....”
“เซโนจิพูดถูกแล้ว ครอบครัวน่ะไม่ได้แยกทางกันแบบนี้หรอก”
“แล้วทุกคนอภัยให้สติงเกิ้ลได้เหรอครับ?” เจย์หันมาถาม
“ชั้นคิดว่าชั้นเชื่อใจอัลคอตท์ในตอนนี้ได้”
“เขาเป็นคนอ่อนโยนที่ห่วงใยคุณเอลซ่ามากอย่างเห็นได้ชัดค่ะ” เชอรี่เสริม
เจย์มองคนอื่นๆ “ทุกคนคิดแบบนั้นเหรอครับ? เรื่องความอ่อนโยนเนี่ย?”
“ถ้าเอ็งจะบ่น พวกเราจะฟังหลังจากไปช่วยคุนจังก็แล้วกัน”
“ผมไม่มีอะไรจะบ่นหรอกครับ แต่ผมรู้สึกว่าทุกคนให้อภัยง่ายไปหน่อยน่ะ”
“นายพูดแบบนั้น แต่รู้ไหมว่านายก็ใจอ่อนเหมือนกันน่ะ” นอร์ม่าพูดแทงใจดำจนเขาแย้งไม่ได้
“ตกลง งั้นก็ไปตามหาโคลเอ้กันเถอะ” เซเนลพูดเมื่อตกลงกันได้แล้ว
จู่ๆเอลซ่าก็เดินลงมาหาทุกคน
“เอลซ่า เธอฟังอยู่เหรอ?” เซเนลพูดเมื่อเห็นเธอ
“ฉันพอจะเดาได้ค่ะ...เรื่องคุณพ่อ ท่านมักจะพูดว่าท่านจะไปเก็บพืช แต่หลังจากนั้นท่านก็จะกลับมาพร้อมบาดแผลจากการต่อสู้ ทุกครั้ง ท่านจะพยายามปิดบังมันแล้วก็หาเรื่องแก้ตัว.... แต่แค่ดูบาดแผลก็เห็นได้ชัดแล้ว เป็นความผิดของฉันเองค่ะ! คุณพ่อไม่เคยคิดถึงอะไรอื่นนอกจากการรักษาอาการป่วยของฉัน”
เขาส่ายหัวเมื่อได้ยินแบบนั้น “อย่าโทษตัวเองเลย เธอน่ะแก้ไขอะไรไม่ได้ด้วยการแบกรับความผิดไปแทนหรอก”
“ได้โปรดพาฉันไปด้วยเถอะค่ะ”
“มันอาจจะเจ็บปวดเกินไปสำหรับเธอนะ แน่ใจแล้วเหรอ?”
“ค่ะ....เพราะอย่างนั้นฉันจึงอยากไปที่นั่นด้วยตัวเอง”
“....ก็ได้ พวกเราจะไปด้วยกัน”
“เซเนล เอาจริงเหรอครับ?!” เจย์พยายามแย้ง
“เอลซ่าตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ ชั้นก็ต้องเคารพในสิ่งที่เธอตัดสินใจ”
“แล้วมันก็คงจะดีกว่าถ้าให้เธอไปด้วย แทนที่จะให้แอบไปด้วยตัวเองน่ะ” นอร์ม่าพยักหน้า
“งั้นก็รีบไปที่ป่าไร้การหวนกลับเถอะ”

ณ ทางเข้าป่าไร้การหวนกลับ เซเนลหันมามองเอลซ่าซึ่งเดินอยู่กลางกลุ่ม
“เอลซ่า ยังรู้สึกสบายดีอยู่หรือเปล่า?”
“ค่ะ ตอนนี้น่ะนะ”
“โคลเอ้อยู่ที่ไหนกันนะ? พวกเราต้องหาเธอให้เร็วที่สุด” วิลถามความเห็นคนอื่นๆ
“ใช่จ้ะ คงจะน่าละอายถ้าพวกเราไปไม่ทันใช่ไหมล่ะ?” กริวเน่พูดออกมาอย่างไม่ได้คิดอะไร ทำให้ทุกคนเหงื่อตกกันหมด
“มาทำเป็นว่าเราไม่ได้ยินที่พูดตะกี้ก็แล้วกันนะครับ” เจย์บอกทุกคน
“....ครั้งนี้ ชั้นสาบานว่าจะต้องหยุดเธอไว้ให้ได้”
เชอรี่หันมามองเขา “พี่คะ....”
“คุณอาจจะต้องสู้กับเธออีกนะครับ” เจย์ย้ำ
“ถ้ามันต้องเป็นแบบนั้น ก็ให้มันเป็นไปเถอะ ชั้นดูถูกมันมากเกินไป ชั้นไม่ได้เตรียมตัวที่จะรับกับน้ำหนักของภาระที่โคลเอ้แบกไว้อยู่”
โมเซสช่วยให้กำลังใจ “โอ๊ย อย่ากังวลไปเลย เซโนจิ เอ็งยังมีพวกอั๊วอยู่ที่นี่ด้วย”
“อย่าเครียดนักเลยน่า เซเนเซเน่! พวกเราก็อยู่ที่นี่ด้วยกันใช่ไหมล่ะ?” นอร์ม่าช่วยเสริมอีกคน
“ใช่ ทุกคนพูดถูกแล้ว”
“.....ฉันอิจฉาจังค่ะ” เอลซ่าพูดเมื่อได้ยินคำเหล่านั้น
“หือ? อะไรเหรอ?” นอร์ม่าถาม
“ฉันอิจฉาที่คุณโคลเอ้มีเพื่อนที่วิเศษขนาดนี้”
นอร์ม่าชี้มาที่เอลซ่าแล้วบอก “เธอก็เป็นเพื่อนคนสำคัญของยัยนั่นเหมือนกัน เพราะอย่างนั่นพวกเราเลยต้องไปห้ามหล่อนไงล่ะ”
“ใช่ ไปกันเถอะ” เซเนลพูด

ลึกเข้าไปในป่า บริเวณซึ่งเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่พวกเซเนลเคยใช้ในการหลบหนีมาก่อน อัลคอตท์นั่งอยู่ที่นั่น เบื้องหน้าเขา โคลเอ้ยืนถือดาบนิ่ง เขายันตัวขึ้นมามองเธอ
“ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะมาเจอกันอีกในที่แบบนี้”
ภาพเก่าๆในอดีตครั้งนั้นย้อนมา ตอนที่เขาในร่างของสติงเกิ้ลปะทะกับเธอเป็นครั้งแรก
“สถานที่เดียวกับวันแห่งโชคชะตานั้น” เขาพูดต่อขณะโคลเอ้ยืนก้มหน้า “เธอเติบโตขึ้นมากทีเดียว”
โคลเอ้ชี้ปลายใส่เขา “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อรำลึกถึงอดีตหรอกนะ .....ชักอาวุธของคุณออกมาซะ!”
“ยังพยายามที่จะแสดงออกเหมือนอัศวินอีกหรือ ถ้าเธอเกลียดฉันจริงๆ ก็เข้ามาโจมตีซะสิ” เขาพูดก่อนหยิบดาบที่รูปร่างคุ้นตาของเธอเป็นอย่างมากออกมา
“ดาบ....เล่มนั้น...”
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะลืมมันไปหรอกนะ” เขาพูดขณะที่ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับมา ตอนที่เขาหยิบดาบที่ตกบนพื้นแล้วเดินเข้ามาหาเธอ
“ดาบของท่านพ่อ!” เธอก้มหน้าลงด้วยใบหน้าที่เศร้าหมองเมื่อเธอแน่ใจแล้ว “ฉันไม่สงสัยอะไรอีกแล้ว เป็นคุณจริงๆ....”
“ฉันคิดว่าตอนนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้วนะ” เขาตั้งท่าขณะโคลเอ้กัดฟันด้วยความโกรธ ความเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามาในหัว
“ฉันยังตายไม่ได้หรอก ฉันไม่สามารถทิ้งเอลซ่าไปได้!”
“อ๊า!” โคลเอ้ชูมือขึ้นตะโกนออกมาเสียงดัง พร้อมๆกับหมอกดำที่พวยพุ่งออกมาจนศัตรูตกตะลึง
“หมอกนั่นอะไรน่ะ?”
“อัลคอตท์! รับรู้ความเกลียดชังของฉันไปซะ!” เธอร้องตะโกนแล้วพุ่งเข้าโจมตีใส่เขา เสียงดาบปะทะกันดังก้องไปทั่วป่า!

ที่แห่งนั้น ทั้งสองคนประดาบกันครั้งแล้วครั้งเล่า คงเพราะความแค้นและพลังจากหมอกดำที่ไหลซึมออกมาจากร่าง การโจมตีของเธอทำให้ดาบหลุดออกไปจากมือของเขาอย่างง่ายดาย
“อั่ก!” เขาร้องออกมาคำหนึ่งเพราะแรงปะทะ ก่อนจะถูกโคลเอ้ถีบจนกระเด็นไปไกล
“ความแข็งแกร่งนี่ไม่ใช่ของมนุษย์แล้ว... มือของฉันชาไปหมด....”
“คุณมีอะไรจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายไหม?”
“ยังจะพยายามเป็นอัศวินอีกหรือ?”
เธอตวัดดาบเล็งไปที่เขา และย้ำคำเดิม “คุณมีอะไรจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายไหม?”
เขาหยิบบางอย่างออกมา ในมือของเขามีดอกไม้ชนิดหนึ่งอยู่ “นำดอกไร้การหวนกลับนี้กับไปที่เมืองเวลเทสด้วย ฉันอยากให้เธอรักษาเอลซ่า” เขาวางมันลงกับพื้นแล้วนอนรออย่างสงบ
“....ฉันจะรับคำขอร้องนั้นเอาไว้เอง” เธอพูดด้วยความไม่ลังเลและตั้งท่าจะสังหารเขา
“หยุดนะ!” เสียงเซเนลร้องออกมาจากอีกด้านขณะที่เขาวิ่งนำทุกคนเข้ามา
“....คูลริดจ์.....นายอีกแล้ว”
ก่อนที่ใครจะพูดอะไร กริวเน่ก็เดินออกมาข้างหน้า “โคลเอ้ เธอทำไม่ได้นะ เธอจะยอมให้ตัวเองถูกควบคุมโดยหมอกดำไม่ได้ หัวใจของเธอจะถูกกักไว้ในความมืดมิดที่ลึกล้ำนะ”
“เจ๊กริว เจ๊รู้อะไรมาเหรอคะ?” นอร์ม่าถาม ขณะที่กริวเน่ชี้ไปที่หมอกดำที่ปรากฏให้เห็นในสายตา
“หมอกนั้นคือความมืดที่อยู่ในใจของโคลเอ้”
โคลเอ้ส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่เซเนล “นายมาที่นี่ทำไมกัน?”
“แน่นอนอยู่แล้ว เพื่อห้ามเธอไงล่ะ”
“แม้ว่าฉันจะทำร้ายนายสาหัสขนาดนั้น นายยังไม่เข้าใจถึงการตัดสินใจของฉันอีกเหรอ?!”
“ชั้นเข้าใจ ชั้นเข้าใจว่าเธอกำลังทรมานอยู่”
เธอชะงักไปเมื่อได้ยินดังนั้น “....นายจะเข้าใจได้ยังไงกัน? นายจะมาเข้าใจถึงความทรมานของฉันได้ยังไง?!” โคลเอ้พูดแล้วตั้งท่าจะเข้าสังหารอัลคอตท์อีก เซเนลรีบเข้าไปขวางทางเอาไว้
“หยุดนะ! เธอชนะไปแล้ว!”
“ชับชนะไม่ใช่เป้าหมายของฉัน! ที่ฉันต้องการก็คือหารฆ่าชายคนนั้น!”
“เดี๋ยวสิ คู!” นอร์ม่าเข้าไปห้ามด้วยคน
“คุนจัง หยุดนะ!” โมเซสช่วยด้วยอีกแรง
“ฉันมีชีวิตมาตลอดมานี้ก็เพื่อวันนี้! แล้วฉันจะลังเลไปเพื่อสาเหตุอะไรล่ะ?!”
เอลซ่าตะโกนใส่เธอ “คุณโคลเอ้ หยุดได้แล้วค่ะ”
เมื่อได้ยินเสียงลูกสาว อัลคอตท์ก็ยันตัวขึ้นมอง “เอลซ่า...ลูกก็อยู่นี่ด้วยหรือ?”
เธอวิ่งไปยืนขวางระหว่างเอลซ่าและพ่อของเธอเอาไว้
“ได้โปรดหยุดเถอะค่ะ คุณโคลเอ้!”
เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น อัลคอตท์จึงลุกขึ้นยืน “เอลซ่า หยุดนะ! อย่าห่วงพ่อเลย!”
เธอหันกลับมาหาเขา “ยังไงหนูก็จะเป็นห่วงค่ะ!”
“เอลซ่า....”
“เพราะอย่างนั้นหนูถึงมาที่นี่! หนูจะไม่เป็นห่วงได้ยังไงล่ะ?! ก็คุณพ่ออาจจะถูกฆ่าได้นี่!”
“เอลซ่า.....พ่อไม่คู่ควรกับความห่วงใยของลูกหรอก”
“ไม่คู่ควร?....”
เขาหลับตาแล้วพูด “พ่อก่ออาชญากรรมมามากมาย มันไม่ใช่อะไรที่จะได้รับการให้อภัยได้”
“แต่ก็เพราะหนูใช่ไหมล่ะคะ? คุณพ่อต้องการเงินเพื่อรักษาอาการป่วยของหนู!”
“พ่อใช้ทุกวิธีการที่พ่อจัดการได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ไม่มีใครที่จะมองข้ามความผิดของพ่อไปได้” เขาเดินโซเซออกมามองโคลเอ้ซึ่งมองเขาอย่างแปลกใจ ก่อนจะรับฟังเงียบๆ
“ฉันต้องการเงิน ฉันจึงจู่โจมพ่อแม่ของเธอ” เขาพูดก่อนหันกลับมาหาเชอรี่ “ฉันช่วยเหลือวากรัฟเพื่อที่ฉันจะได้ค้นหาวิธีการรักษาใหม่ๆได้”
เชอรี่ทำหน้าเศร้าขณะรับรู้คำสารภาพนั้น
“ฉันได้เตรียมตัวที่จะชดใช้ให้กับสิ่งที่เคยก่อเอาไว้ ทันทีที่เอลซ่าได้รับการรักษา”
“ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อต้องตายนี่คะ!”
“ความยุติธรรมน่ะต้องปรากฏ”
ทุกคนหันมามองโคลเอ้ซึ่งเริ่มเปิดปากพูด
“ถ้าคุณเตรียมตัวที่จะยอมรับการพิพากษาจริงๆ ฉันก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องลังเลอีก” เธอวาดดาบไปข้างหน้า พูดด้วยเสียงแข็งกร้าว “เอลซ่า ถอยไปซะ!”
หญิงสาวคนนั้นกลับเดินมาขวางเอาไว้ “ไม่ค่ะ”
“ถอยไปซะ!” โคลเอ้ตวาดเสียงดุดันจนเอลซ่าสะดุ้ง
อัลคอตท์ส่ายศีรษะ “ไม่เป็นอะไรหรอก เอลซ่า” เขาพูดขณะปลอบโยนผู้เป็นลูกสาว
“โคลเอ้!” เซเนลเรียก “เธอรู้ไหมว่าเธอกำลังจะทำอะไรน่ะ? เธอกำลังจะทำให้คนบริสุทธิ์อีกคนต้องทรมานเหมือนที่เธอเคยเป็นนะ! และเธอเป็นคนทำมันด้วยมือของเธอเองด้วย!”
“กรอด....หุบปากน่า! ฉัน...ฉัน...” เธอตั้งท่าพร้อมโจมตี แต่ก็ยังคงมีความลังเลแสดงออกมา
“โคลเอ้! หยุดแล้วคิดสิ! อย่างปล่อยใจไปกับอารมณ์ในอดีตของเธอ!”
เธอส่ายศีรษะ ยกสองมืดกุมศีรษะซึ่งกำลังสับสนและเจ็บปวด ตรงหน้าเธอ หมอกดำอีกกลุ่มพวยพุ่งขึ้นมา
“ปล่อยไปตามร่างกายของเจ้าไปเถิด ทำตามที่เจ้ารู้สึก” เสียงพูดนั้นดังมาจากหมอก “จงอย่าได้ต่อต้านหนทางแห่งจักรวาล อารมณ์ตามธรรมชาติของเจ้าจะเผยให้เห็นถึงหนทางที่แท้จริง”
กริวเน่ชะงักเมื่อได้ยินเสียงนั้น ขณะที่โคลเอ้พูดตามคำเหล่านั้น “ปล่อย....ไปตามร่างกายของฉัน?”
“จงอย่าขัดขืน เด็กน้อยเอ๋ย แล้วเราจะนำเจ้าไปสู่ความสงบสุขและการพักผ่อน”
“โคลเอ้ เธอจะฟังเสียงนั้นไม่ได้นะ” กริวเน่พูดรั้งเธอเอาไว้ ขณะที่อีกเสียงพยายามชักจูง
“จงบรรเลงซึ่งท่วงทำนองแห่งความเกลียดชังอันสวยงาม”
หมอกนั้นกลายเป็นร่างเงาของเธอในอดีต
“กรี๊ด มันกลายเป็นอะไรอีกแล้วเนี่ย?!” นอร์ม่าพูดอย่างตกใจ
“ใบหน้านั้น... มันเหมือนกับ...” เชอรี่พูดเมื่อได้เห็นใบหน้าของร่างนั้น
“นั่นคือโคลเอ้เหรอ?” เซเนลจ้องมองร่างจากของเด็กสาวผมยาวในชุดกระโปรงนั้น
“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องลังเลนี่ สังหารคนที่เธอเกลียดสิ!”
เธอรับฟังคำพูดนั้นก่อนหันมาหาเอลซ่าและอัลคอตท์ ก่อนชี้ปลายดาบไปยังพวกเขา
“ได้โปรดเถอะ ปล่อยคุณพ่อไปเถอะค่ะ!” เอลซ่าขอร้องเธอ
“โคลเอ้! หยุดนะ!” เซเนลร้องห้าม
“ฉันรู้ว่าท่านสร้างความผิดเอาไว้! แต่ว่า! แต่! สำหรับฉัน ท่านก็ยังเป็นก่อเพียงคนเดียวของฉันค่ะ!” เอลซ่าเดินเข้าไปอีกก้าวขณะโคลเอ้ลังเล “คุณโคลเอ้ ได้โปรดเถอะค่ะ”
“เธอไม่ต้องฟังเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก” เงาร่างในอดีตของเธอคอยยุยง ส่วนเอลซ่าก็หันไปเห็นดาบของอัลคอตท์ซึ่งตกอยู่ที่พื้นใกล้ๆ เธอจึงเดินไปหามัน โคลเอ้รีบชี้ดาบมาที่เธอ
“ถ้าเธอหยิบดาบนั้นขึ้นมา ฉันจะไม่ปราณีเธอ เอลซ่า” คำพูดในอดีตนั้นหวนคืนกลับมาอีกครั้ง จากปากของเธอเอง
“คุณโคลเอ้....”
โดยไม่ลังเล เธอก้มลงหยิบอาวุธนั้นขึ้นมา โคลเอ้ถึงกับตกตะลึง
“เอลซ่า....ทำไม?!”
“คุณเป็นเพื่อนฉันค่ะ คุณโคลเอ้ แต่ถ้าคุณตั้งใจจะทำร้ายคุณพ่อ ฉันก็จะทำทุกอย่างเพื่อจะหยุดคุณ!” เอลซ่าหันกลับมาหาโคลเอ้ และตั้งท่าพร้อมด้วยความมุ่งมั่น
โคลเอ้เซไปด้านหลังสองสามก้าว กุมหัวที่กำลังสับสนด้วยความคิดต่างๆนานา ทั้งที่ในอดีตนั้น เธอไม่อาจหยิบดาบขึ้นมาเพื่อสู้กับศัตรูเบื้องหน้าได้ แต่เด็กสาวที่อยู่ต่อหน้าเธอคนนี้กลับทำมันโดยไร้ซึ่งความลังเล
“อย่าพึ่งถอยหลังสิ!” เสียงของเธอในอดีตนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉัน...ฉัน....”
“โคลเอ้ ให้มันจบไปเถอะ ไม่มีใครอยากให้เธอแบกรับซึ่งการล้างแค้นนี่หรอก แม้แต่เธอเอง” เซเนลเกลี้ยกล่อมเธอ
“ไม่...ฉัน....”
“พี่เซเนลพูดถูกแล้วค่ะ คุณก็รู้ว่าจริงๆแล้วคุณไม่อยากจะทำแบบนี้!”
“ไม่จริง! ฉันหยิบดาบก็เพื่อวันนี้!” น้ำเสียงของเธอฟังดูสั่นเครือ
“ถ้าอย่างนั้นก็พูดให้ดูมีความสุขหน่อยสิ! อย่าพูดเหมือนกับว่ากำลังจะร้องไห้แบบนี้! ถ้าเธอมีความสุขมากกับการไปถึงเป้าหมาย ถ้าอย่างนั้นก็ลองยิ้มจากก้นบึ้งของหัวใจให้ชั้นดูสิ!”
“อย่าให้พวกเขาหลอกเธอได้นะ เสียงของพวกเขารังแต่จะทำร้ายเธอเท่านั้น!”
“ฉัน...ฉัน......”
“ถ้าตอนนี้เธอยังไม่มีความสุข ถ้าอย่างนั้นแม้หลังการแก้แค้น เธอก็ไม่มีทางรู้สึกอะไรอื่นนอกจากความเสียใจหรอก”
“คุณโคลเอ้ วางอาวุธลงเถอะค่ะ” เชอรี่เดินออกมาพูดกับเธอจนโคลเอ้หันมามอง “ได้โปรดเผชิญหน้ากับความรู้สึกของคุณ คุณไม่ควรเบี่ยงสายตาของคุณไปจากส่วนของคุณที่คุณไม่ชอบนะค่ะ”
“ถ้าคุณยอมแพ้ที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้วหลีกหนีไปยังหนทางที่ง่ายกว่า คุณจะรู้สึกดีขึ้นเพียงชั่วครู่”
“มันไม่....”
“ฉันหลบสายตาตัวเองจากส่วนหนึ่งของตัวฉันเองที่ฉันไม่ชอบ และมันนำความเสียใจมาให้ฉันมากมาย ฉันเป็นภาระมากมายให้กับพี่เซเนลและคุณและทุกๆคน คุณก็เห็นนี่คะว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน คุณโคลเอ้”
ร่างของเธอในวัยเด็กพยายามชักจูงเธอ “อย่าให้พวกเขาหลอกเธอนะ ผลักคำพูดที่ทำให้เธอเจ็บปวดพวกนั้นออกไปซะ!”
“ฉันไม่....ฉันก็ไม่อยากจะล้างแค้นเหมือนกัน...”
“เธออยากจะให้อะไรรอเธออยู่เบื้องหน้าหลังจากฆ่าอัลคอตท์ได้กัน?” เซเนลถามเธอ “ความสุขที่เธอเคยสูญเสียไปมันจะกลับมาไหม? เวลาที่เธอมีร่วมกับพวกเรามันไร้ค่าขนาดนั้นเลยเหรอ? เธอจะบอกว่าในพวกเรานี้ ไม่มีใครที่สำคัญกับเธอเลยเหรอ?”
“พวกเรามันไม่สำคัญขนาดที่เธอสามารถโยนทิ้งไปได้เลยเหรอ? เธอน่ะมีที่ของเธออยู่กับพวกเราตอนนี้!”
“ฉัน....”
“เสแสร้งว่าพวกเราไม่มีตัวตน แล้ววิ่งหนีออกไปด้วยตัวเองคนเดียว.... เธอตั้งใจจะไปที่ไหนกัน?!”
“ไม่ใช่นะ! พวกนั้นน่ะมันเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง! ถ้าเธอต้องการมีความสุข จงใช้ดาบของเธอสิ!” โคลเอ้ในวัยเด็กชี้ไปทางอัลคอตท์ซึ่งยืนอยู่ตรงข้าม
“ฉัน...ฉัน....” เธอก้มตัวลงกุมศีรษะ
“นึกถึงตอนที่ท่านพ่อถูกสังหารสิ! นึกถึงตอนที่ท่านแม่ถูกสังหาร!” เธอในวัยเด็กเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย
โคลเอ้ลุกขึ้นยืน กำดาบในมือขึ้นมอง “ตั้งแต่ตอนแรก....ฉันไม่เคยอยากแก้แค้น!”
ปลายดาบของเธอชี้ไปที่ร่างในวัยเด็กของเธอ หมอกดำที่เคยห้อมล้อมร่างกายหายไปสิ้น
“เธอปฏิเสธฉันเหรอ? ฉันคือเธอนะ! ฉันไม่ยอมหรอก! ไม่มีทาง” ไอหมอกพวยพุ่งออกมาจากร่างนั้น ก่อนที่เธอจะกลายสภาพจากร่างในอดีตเป็นร่างของโคลเอ้ในปัจจุบัน!
“เธอกล้าดียังไงมาปฎิเสธฉัน! ฉันจะทำลายเธอ!” ร่างมืดนั้นชี้ดาบมาแล้วตั้งท่าพร้อมสังหาร
โคลเอ้ชูดาบขึ้น “ท่านพ่อ ท่านแม่... ได้โปรดให้หนูยืมหลังเพื่อกำจัดความมืดในใจของหนูด้วยเถอะค่ะ มอบความกล้าให้กับหนูเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า!”

เมื่อร่างมืดนั้นพ่ายแพ้ เธอก็กลับเป็นร่างในวัยเด็กอีกครั้ง เธอเดินถอยไปข้างหลังกุมหัวพูดด้วยความโกรธแค้นและโศกเศร้า
“ฉันจะไม่มีวันตาย ฉันคือความมืดในใจของเธอ! ตราบใดที่ยังมีเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังอยู่ ฉันก็จะตื่นขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าอีก!” เธอร้องตะโกนขณะชี้หน้าโคลเอ้
โคลเอ้เดินตรงเข้าไปหา “เธออยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวมานานไม่ใช่เหรอ?”
“อะไรน่ะ? อย่างมองฉันแบบนั้นนะ! ฉันไม่ต้องการความเวทนาจากเธอหรอก” ร่างนั้นปิดตาก้มหน้า ขณะโคลเอ้เงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน
“เพื่อที่จะอดกลั้นความอ้างว้างของฉัน ฉันจึงหันไปหาความเกลียดชัง......”
“ไปให้พ้นนะ! ไปให้พ้น! ไปให้พ้นจากฉัน!”
แสงสว่างส่องออกมาจากปลายเล็บบนมือทั้งสองข้าง “ไม่มีอะไรจะมาผูกมัดฉันเอาไว้อีกแล้ว ฉันก็จะปล่อยเธอให้เป็นอิสระเช่นกัน”
โคลเอ้เดินเข้าไปหาร่างที่ก้มตัวเพื่อที่จะหลีกหนีจากความจริง เธอประสานมือทั้งสองขณะที่แสงสว่างก่อตัวเหนือร่างนั้น ในที่สุดร่างแห่งความมืดของเธอก็หายไป
“คุณโคลเอ้คะ..” เอลซ่าเรียกเธอ
“สิ่งที่ฉันต้องการนั้นได้อยู่ที่นี่แล้ว” เธอหันกลับมาหาทุกคน “ฉันไม่อยากเชื่อจริงๆว่าฉันโง่แค่ไหนที่ไม่เคยระลึกถึงมัน”
เธอเดินมาหาเอลซ่าซึ่งยังคงถือดาบเอาไว้อยู่ “มนุษย์ไม่สามารถกวัดแกว่งดาบได้อย่างง่ายดายนักหรอกนะ”
เอลซ่าส่งอาวุธในมือให้กับเธอ “ค่ะ....”
หลังจากนั้นโคลเอ้ก็เดินหันหลังจากไป
“โคลเอ้....” เซเนลมองตามเธอไป ขณะที่เอลซ่าก็ทรุดตัวลงและเริ่มหอบ
“เอลซ่า!” อัลคอตท์ชันเข่าดูอาการของเธอ
“พวกเราต้องรีบพาเธอกลับไปที่เมืองเวลเทสเดี๋ยวนี้” วิลบอกทุกคน ส่วนเชอรี่หันมาทางเซเนล
“พี่คะ เรื่องคุณโคลเอ้....”
“ชั้นจะพาเธอกลับไปที่เมืองเอง ให้ชั้นจัดการเถอะ”
“ค่ะ...”
ทุกคนพาร่างอันอ่อนล้าของเอลซ่ากลับไปยังเมืองเพื่อรับการรักษา เซเนลเงยหน้ามองฟ้าซึ่งเริ่มมืดครึ้มและมีเสียงลมพัดหวิวๆ
“ดูเหมือนว่าฝนกำลังจะตกนะ”

เสียงฟ้าผ่าดังลั่นขึ้นขณะสายฝนเทกระหน่ำลงมากลางป่านั้น โคลเอ้ยืนอยู่กลางลานกว้างอยู่คนเดียว เธอเงยหน้าขึ้นรับน้ำฝนที่ตกลงมา เซเนลเดินเข้าไปหาเธอ
“ตอนที่ท่านพ่อกับท่านแม่ถูกฆ่า ฉันไม่สามารถยอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้ ฉันได้แค่หาทางหนีให้ตัวเองด้วยการโทษทุกอย่างไปที่คนอื่น”
“โคลเอ้...”
“ตอนที่ฉันเห็นการตัดสินใจของเอลซ่า ฉันได้เรียนรู้ถึงบางสิ่งที่สำคัญมาก”
“การทำเรื่องผิดพลาดแล้ววิ่งหนีน่ะเป็นเรื่องที่ใครๆก็เป็นกัน ถ้าเธอจะเผชิญหน้ากับความทรมานคนเดียวน่ะมันยากนะ”
เธอนิ่งเงียบรับฟังคำพูดของเขา
“แต่ชั้นคิดว่าเป็นเพราะความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดของพวกเรา ที่ทำให้พวกเราอยู่ร่วมกับคนอื่นๆได้ เพราะว่าไม่มีใครที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะจัดการทุกอย่างได้ตามลำพัง”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งขมุกขมัว “ท้องฟ้าน่ะมักจะหัวเราะเยาะฉันเสมอ”
เขาเงยหน้าขึ้นแต่พูดไปอีกแบบ “ชั้นคิดว่าฝนทำให้รู้สึกดีนะ”
“....ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นหรอก” เธอพูดและหันมามองเขา “นายคิดว่าฉันควรทำยังไงดี?”
เธอก้มหน้าเมื่อนึกถึงสิ่งที่ทำลงไปกับเขา เซเนลเดินผ่านเธอไปยืนหลังให้ใกล้ๆกันนั้น
“เธอทำได้ดีแล้ว โคลเอ้ ตอนนี้พักซะเถอะ” ทั้งสองคนยืนหันหลังให้กัน
“ฉัน....ฉัน....”
“เธอทำหน้าที่มาอย่างหนักแล้ว เธอน่าจะภูมิใจนะ” เขาด้วยน้ำเสียงของเขาตามปกติ “ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธอดีตของเธอหรอก”
ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดมากขึ้น “ฉัน...ฉัน.....”
“ไม่มีใครที่จะวิจารณ์เธอหรอกนะ”
“...มันไม่เป็นอะไรจริงๆเหรอ?”
“เอางี้นะ ถ้ามีใครทำให้เธอลำบากใจล่ะก็ ชั้นจะจัดการเขาเอง ง่ายๆแค่นั้นล่ะ ชั้นแน่ใจว่าทุกคนต้องคิดเหมือนกันแน่”
โคลเอ้หันมามองเขาด้วยท่าทางที่ยังซึมเศร้าอยู่
“ฉันจะต้องเลิกล้มการล้างแค้นจริงๆเหรอ?”
“ไม่จำเป็นที่เธอต้องทำอะไรที่เธอไม่อยากหรอกนะ ชั้นไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะว่ายังไง แต่ชั้นบอกว่าไม่เป็นอะไร แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ”
เสียงร้องสะอึกสะอื้นดังมาจากผู้หญิงซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเขา “ได้สิ....ได้.....”
“เธอไม่ต้องใช้ชีวิตในเงาของใครอีกแล้ว เธอไม่ต้องกังวลว่าผู้คนรอบๆจะพูดว่าอะไร”
เธอเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่พร่ามัวเพราะหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น
“เธอสามารถใช้ชีวิตของตัวเอง เพราะตอนนี้เธออยู่ที่นี่ โคลเอ้”
“รู้ไหม คูลริดจ์ ถ้าคนที่พูดแบบนี้ไม่ใช่นาย ฉันคงวิ่งเข้าไปร้องไห้ในอ้อมแขนของเขาแล้ว....” เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“โคลเอ้?....”
เธอเดินห่างออกมาจากเขาเล็กน้อย “ขอบคุณนะ เซเนล”
เขาส่ายหน้าขณะที่เธอพูด “แต่ได้โปรดเลิกอ่อนโยนกับฉันเถอะ....”
เธอเดินเข้าไปหาเขาก่อนพิงตัวเองเข้ากับแผ่นหลังนั้น เขาเหลือบมามองเธอ
“เป็นอะไรไหม โคลเอ้?”
“แค่....แค่ตอนนี้เท่านั้น” เธอตอบพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอยู่กลางสายฝนนั้น “ขอฉันอยู่แบบนี้อีกซักพักเถอะนะ”
พวกเขายืนนิ่งอยู่เช่นนั้นซักพัก จนเซเนลเงยหน้าขึ้นมองฟ้า
“รู้สึกไหม ฝนนี้ดีนะ”
เธอผละตัวก่อนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ยังคงมีแสงสว่างแม้จะยังมืดครึ้ม
“....ใช่ ดีจังนะที่ฝนตก...” เธอพูดด้วยรอยยิ้มที่เธอคงไม่คิดว่าตัวเองจะยิ้มได้เช่นนี้มาก่อน

ที่เมืองเวลเทสนั้นฝนได้หยุดตกแล้ว ทุกคนยืนรอในเมืองด้วยความเป็นห่วง
“อั๊วสงสัยว่าคุนจังจะกลับมาไหมนะ” โมเซสกอดอกถามมาเปรยๆ
“เซเนลอยู่กับเธอ พี่แน่ใจว่าต้องเป็นไปด้วยดีแน่จ๊ะ”
“….ถึงเธอจะกลับมา พวกเราก็อาจจะไม่สามารถกลับไปเหมือนที่เคยเป็นก็ได้” นอร์ม่าพูดจนคนอื่นๆหันมามอง
“หมายความว่ายังไงครับ?” เจย์ถามถึงความหมายของคำพูดนั้น
“ฉันคิดว่าคูอาจจะแยกตัวไปน่ะ”
“ก็ถ้าพิจารณาจากนิสัยของเธอแล้วก็คงจะจริงครับ เธออาจจะตัดสินใจที่จะแยกตัวเองให้ห่างๆไปจากพวกเรา”
“เธอน่ะมักจะเข้มงวดกับตัวเองและเธอก็มีความรู้สึกรับผิดชอบสูงด้วย” วิลเริ่มคิดตาม
“แล้วยังไม่รวมที่หล่อนกระซวกเซโนจิจนสาหัสด้วยนี่” โมเซสเสริม
“ถึงเธอจะยอมลดอาวุธลงแล้ว เธอคงรู้สึกไม่สบายใจที่จะอยู่ใกล้กับเอลซ่ากับคุณอัลคอตท์อีกครับ”
“.....แต่เรื่องใหญ่ที่สุดก็คงเป็นเซเนเซเน่นี่ล่ะ” นอร์ม่าพูดโดยที่เชอรี่ฟังอยู่ไกลๆ
“หมายความว่ายังไงครับ?”
“ถ้าฉันเป็นคูล่ะก็ ฉันคงคิดว่าฉันไม่มีที่ให้อยู่ที่นี่อีกแล้ว ถ้าเธอบอกเขาว่าจริงๆแล้วเธอรู้สึกยังไง ฉันไม่คิดว่าเธอจะสามารถอยู่ใกล้ๆเขาได้หรอกนะ” เธอพูดตามความคิดของเธอซึ่งใครๆก็คงต้องเห็นด้วย เชอรี่เองก็หันไปทางประตูเมือง ก้มหน้านิ่งคนเดียว
“แม่เอ๊ย.....นี่พวกเราต้องบอกลาคุนจังจริงๆเรอะ” โมเซสเหวี่ยงหมัดอย่างไม่สบอารมณ์ ทุกคนก็นิ่งเงียบกันหมด จนเจย์วิ่งไปทางด้านประตูซักหน่อยก่อนโมเซสจะตามไป
“เฮ้ย พวกเขากลับมาแล้ว!” โมเซสตะโกนเมื่อเห็นร่างของทั้งสองคนเดินเข้ามาในเมือง โคลเอ้เดินมาถึงก็มองเชอรี่อยู่ซักพักก่อนหันไปหาทุกคน
“ดีจริง ทุกคนอยู่ที่นี่กันหมด ฉันมีเรื่องอย่างจะบอก” เธอก้มหน้าแล้วบอกการตัดสินใจของตน “ฉันคิดว่าจะกลับไปที่แผ่นดินใหญ่นะ”
เจย์และโมเซสมองหน้ากันเพราะเหมือนกับที่พวกเขาคิดเอาไว้
“พวกเราพอจะถามได้ไหมว่าทำไม?” วิลซักเธอ
“ฉันยุติเรื่องการล้างแค้นให้ท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว ฉันจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกค่ะ ฉันได้สร้างปัญหาอันใหญ่หลวงให้ทุกคน และฉันจึงคิดว่าคงจะดีกว่าถ้าฉันไม่อยู่กับพวกคุณนานไปกว่านี้”
เธอหันไปมองเซเนลซึ่งมองอยู่ข้างๆแล้วก้มหน้าลง “และรวมถึง.....”
“ฉันเดาว่าเธอคงรวมเรื่องนั้นไปด้วยสินะ หือ?”นอร์ม่าเดินมาถามเธอ
“ใช่”
“ดูเหมือนว่าเธอคงตัดสินใจไปแล้ว ฉันว่าพวกเราคงห้ามเธอไม่ได้” วิลพูด
“ขอบคุณทุกคนสำหรับทุกสิ่งที่ทำเพื่อฉันค่ะ” เธอบอกทุกคนขณะที่เชอรี่เดินมาอยู่ตรงหน้า “เชอรี่?....”
เพี๊ยะ!.... ท่ามกลางความตกใจของทุกคน เชอรี่ตบหน้าของโคลเอ้จนหันไปข้างหนึ่ง ก่อนที่เธอจะเดินถอยออกมา
“คุณมีเรื่องอื่นที่จะพูดอีกค่ะ ดูที่หน้าของคนอื่นๆให้สิคะ พวกเขาต่างกังวลเกี่ยวกับคุณแล้วรออยู่ที่นี่มาตลอดเวลา” เธอพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “คุณจะทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นแล้วหนีไปเหรอ?”
“ฉัน.....”
“นั่นเป็นอะไรที่คุณทิ้งไว้ข้างหลังเฉยๆได้หรือ? นั่นเป็นอะไรที่คุณยอมแพ้ได้เหรอ?”
สีหน้าของโคลเอ้เศร้าหมองเมื่อได้ยินเช่นนั้น “....ไม่ใช่แน่นอนค่ะ”
“มันไม่สำคัญกับคุณเลยหรือคะ?”
“.....สำคัญสิ”
“ที่นี่น่ะไม่ใช่ที่อยู่ของคุณหรือคะ?” เชอรี่ถามด้วยใบหน้าเศร้า นอร์ม่าเข้ามาตบไหล่โคลเอ้
“เธอพูดถูกแล้วล่ะนะ”
“นอร์ม่า....”
“ฉันเห็นด้วยกับริจจังในเรื่องนี้นะ เธอไม่จำเป็นต้องทิ้งทุกสิ่งหรอก”
“เอาน่า อย่าให้มิตรภาพที่เธอสร้างมามันสูญเปล่าเลย” โมเซสยิ้มร่าบอกเธอ
“จริงๆแล้วเธอต้องการอะไรหรือ โคลเอ้?” วิลถาม
“พี่ยังไม่อยากพูดลาก่อนหรอกนะจ้ะ โคลเอ้” กริวเน่พูดกับเธอ
“การอยู่ที่นี่ต่อไปก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบแบบนึงนะครับ” เจย์กล่าว
“เอ้า เธอได้ยินแล้วนะ แล้วเธอจะเอายังไงล่ะ คู?”
“มัน.....ไม่เป็นอะไรจริงๆเหรอที่ฉันจะอยู่ที่นี่?”
“นี่ นั่นไม่ใช่คำตอบนะยะ!” นอร์ม่าโวยวายจนเธอยิ้มออก
“ก็ได้.....คือ....ฉันอยากจะอยู่ที่นี่”
นอร์ม่าชี้ควับ “นั่นไงล่ะที่พวกเราอยากได้ยิน!”
โคลเอ้เริ่มสะอึกสะอื้นน้ำตาคลอเมื่อได้ยินคำพูดจากเพื่อนๆทุกคน “ฉันอยากจะอยู่กับเพื่อนของฉัน....”
เมื่อเห็นแบบนั้นนอร์ม่าถอยหลังพรืดทันทีเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน “หวา คูร้องไห้!”
“อะ...ตกใจอะไรกันเล่า? ฉันก็มีเวลาที่ร้องไห้เหมือนกันนะ รู้ไหม?”
“อ๋อ งั้นเหรอ?” เธอเดินมาจ้องหน้าแบบมีเลศนัยจนโคลเอ้จนเบือนหน้าไปสะอื้นทางอื่น
“หยุดจ้องซะทีน่า มันเสียมารยาทนะ”
“อ้าว? ใครจะสนล่ะ? ยิ่งเธอร้องเธอก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นนะ!”
ระหว่างที่เธอโดนนอร์ม่าแกล้งนั้น เซเนลก็เดินไปหาเชอรี่
“ขอบใจนะ เชอรี่ ไม่อย่างนั้นชั้นคงหยุดให้โคลเอ้คิดจากไปไม่ได้”
“หนูชอบเวลาที่พวกเรา—อยู่ด้วยกันน่ะค่ะ พอคิดแบบนั้นแล้วที่เหลือมันก็ออกมาเองตามธรรมชาติ”
“...ใช่ เพราะเธอเป็นเพื่อนของพวกเรานี่นะ”
“ค่ะ”
โคลเอ้หันมามองเธอเมื่อกลั้นน้ำตาได้แล้ว ทั้งสองคนต่างโค้งให้กันและกัน
“เอาล่ะ! เรื่องก็จบลงแล้ว ไปหาข้าวเช้ากินดีกว่า!” โมเซาเต้นไปเต้นมาอย่างสบายใจ
“นายไม่ควรเป็นคนพูดปิดท้ายนะ โมสุเกะ!” นอร์ม่าโวยวาย
“ทำไมล่ะ!”
“เพราะมันไม่เหมาะกับคุณไงล่ะครับ” เจย์เหน็บแหนมจนเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน
“ที่นี่คือที่ๆฉันอยู่ ฉันคิดว่าฉันสามารถตอบมันพร้อมรอยยิ้มได้แล้วล่ะ” โคลเอ้บอกทุกคนแล้วหันหน้ามองท้องฟ้าพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“ตอนนี้ฉันมีความสุขแล้ว”

รุ่งเช้า เชอรี่เดินมาปลุกพี่ชายตามปกติ
“ตื่นได้แล้วค่ะ พี่เซเนล เช้าแล้วนะ พวกเราสัญญาว่าจะไปเยี่ยมคุณเอลซ่าเช้านี้ จำได้ไหม?”
เขายังคงหลับสนิท ไม่กระดุกกระดิกจนเธอถอนหายใจ “เฮ้อ ก็ได้ค่ะ หนูล่วงหน้าไปก่อนนะ หนูจะไปรอที่ลานน้ำพุ รีบๆเข้าล่ะ ตกลงนะ?”
เซเนลหลับปุ๋ยจนเธอเสียอารมณ์
ที่ลานน้ำพุนั้น เชอรี่นั่งหน้ามุ่ยไม่หาย จนโคลเอ้เดินมาที่นั่น เธอมองไปรอบๆเพื่อหาเพื่อนจนไปประสานสายตากับเธอเข้า
“อ้ะ...” ทั้งสองคนอุทานพร้อมกัน ก่อนเชอรี่จะรีบลุกไปโค้งตัว
“ส...สวัสดีค่ะ”
“อะ...อื้อ...สวัสดี”
“เอ่อ...จะนั่งไหมคะ?”
“ได้สิ....แน่นอนค่ะ....”
ทั้งสองคนนั่งลงบนม้านั่งข้าๆงกัน
“เธอมารอใครที่นี่เหรอ?” โคลเอ้เอ่ยปากถาม
“ค่ะ พี่เซเนลน่ะ พวกเราจะไปดูว่าคุณเอลซ่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
“เธอดีขึ้นมากแล้วล่ะ พอร่างกายของเธอฟื้นแล้วเธอก็จะแข็งแรงเหมือนที่เคยเป็น”
“เอ่อ... ฉันได้ยินว่าคุณเอลซ่ากับคุณอัลคอตท์ตัดสินใจจะอยู่ที่เมืองนี้”
“ใช่ ฉันเป็นคนขอพวกเขาเองล่ะ ความรู้ด้านยาของคุณอัลคอตท์จะช่วยผู้คนที่นี่ได้มาก”
พอหมดเรื่องคุย ทั้งสองคนก็นิ่งเงียบไป
“คูลริดจ์นี่ชักช้าจริงๆเลยนะ”
“ค่ะ.....”
“แต่นี่ก็อาจจะเป็นโอกาสอันดีก็ได้” โคลเอ้หันมาหาเธอ “ฉันอยากจะคุยกับเธอ เชอรี่”
“....ฉันก็ด้วยค่ะ”
“ต้องขอบคุณเธอ ฉันจึงสามารถอยู่ที่นี่ได้”
“คุณเป็นคนตัดสินใจเองนี่คะ”
“เธอช่วยให้ฉันตระหนักได้ว่าที่นี่คือที่ของฉัน ฉันดีใจจริงๆนะ”
“คุณโคลเอ้.....”
“ฉันไม่คิดว่าฉันจะรู้สึกดีได้เท่านี้ ถ้าฉันกลับไปที่แผ่นดินใหญ่ พอฉันได้ปล่อยความคิดกับความรู้สึกออกไป ฉันก็รู้สึก...เป็นอิสระนะ” โคลเอ้พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะเปรยออกมา “...เฮ้อ ฉันชนะไม่ได้จริงๆนะ”
เชอรี่ถามอย่างสงสัย “อะไรคะ?”
“กับความเข้มแข็งของหัวใจของเธอน่ะ เชอรี่ พูดจริงๆแล้ว ฉันคิดว่าเธอจะอ่อนไหวมากกว่านั้น ฉันไม่สามารถชนะได้จริงๆ” โคลเอ้ก้มหน้าลง
“....จริงๆแล้วฉันอิจฉาคุณนะคะ พี่เซเนลดูเป็นธรรมชาติมากเวลาที่เขาพูดกับคุณ เพื่อนที่สามารถเชื่อใจได้ คนเท่าเทียมกัน ใครบางคนที่เขาสามารถเชื่อมั่นให้อยู่ข้างๆได้....นั่นคือคุณค่ะ โคลเอ้”
“ฉันเท่าเทียม...กับเขาเหรอ?”
“ฉันรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่ที่พวกเราพบกันครั้งแรกแล้วค่ะ”
“....สำหรับเขา ฉันก็แค่คนหนึ่งในแก๊งค์ล่ะนะ”
“อะไรนะคะ?”
โคลเอ้ลุกขึ้นจากม้านั่ง เดินไปที่ข้างๆน้ำพุ
“หลังจากเวลาที่ผ่านมานี้ ในที่สุดฉันก็ตระหนักได้ซักที สำหรับฉัน ฉันดีใจที่ได้ยืนเคียงคู่กับเขา แต่....ฉันคิดว่าฉันก็คงได้ไปได้ใกล้เพียงแค่นั้น” เธอพูดก่อนหันกลับมาหาเชอรี่
“แค่อยากพูดให้ชัดเจนนะ ฉันไม่ได้บอกว่าไม่ชอบยืนข้างๆเขา ฉันภูมิใจที่เขาเชื่อมั่นฉันในฐานะคู่หู แต่ว่า..... ผู้หญิงที่เซเนลชอบไม่ใช่ใครที่จะสู้เคียงข้างไปกับเขา” คำพูดนั้นทำให้เชอรี่ก้มหน้าลงคิด
“ตอนที่เขากับฉันยืนอยู่ด้วยกัน มันเห็นได้ชัดว่ามีแต่ฉันคนเดียวที่รู้สึกอะไรไปเอง”
เชอรี่เดินเข้ามาหาเธอ “เอ่อ....ฉันต้องขอโทษคุณค่ะ ฉันขอโทษที่ตบคุณ มันเจ็บใช่ไหมคะ?”
“นี่เธอต้องขอโทษเรื่องนั้นจริงๆเหรอ?”
“....ไม่หรอกค่ะ ฉันคิดว่าคงไม่จำเป็น ลืมที่ฉันพูดไปเถอะค่ะ”
“มันก็รู้สึกดีนะ ที่ถูกทำเหมือนว่าตัวเองมีความสำคัญแบบนั้น เธอคงไม่โกรธถึงขนาดนั้นถ้าเธอไม่ได้ห่วงใยฉันจริงๆใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ” เชอรี่หลับตาแล้วตอบกลับมา
“ฉันคงโกรธใครที่ทำเรื่องที่ถูกต้องไม่ได้ นอกจากนั้นมันก็ไม่เจ็บซักนิด”
“จริงเหรอคะ?” เชอรี่ถามเพราะตัวเองก็กังวลอยู่นิดๆ
“จริงสิ”
เจ้าตัวหันหลังให้แล้วสารภาพ “ถ้าอย่างนั้นฉันก็น่าจะยอมรับค่ะ ว่าฉันตบไปสุดแรงเท่าที่ฉันทำได้แล้ว”
“อะไรนะ?!” โคลเอ้อุทานเพราะผิดกับที่ตัวเองคิดไว้
“ก็มันไม่เจ็บนี่คะ ก็ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เธอหันกลับมายิ้มให้
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ แต่ว่า......”
ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วเริ่มหัวเราะ “ฮิๆ....ฮะๆๆ....”
“ฉันไม่เคยคิดว่าเราสองคนจะคุยกันแบบนี้ได้นะ” โคลเอ้ยอมรับ
“พวกเราน่าจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะคะ”
“ฉันไม่สามารถทิ้งช่วงเวลานี้กับเธอและคนอื่นๆได้จริงๆ”
“เอ้อ.... คุณโคลเอ้คะ”
“ทำไมเธอต้องเริ่มพูดด้วย [เอ่อ] ตลอดเวลาล่ะ? เธอไม่ต้องเขินอายหรอกนะ แค่พูดอย่างที่เธอต้องการเท่านั้น เธอไม่ต้องเขินและสุภาพตลอดเวลาหรอก ทำตัวให้สนิทสนมหน่อยเถอะ
“ถ้างั้น....”
“บางทีอาจจะแค่เรื่องเล็กๆ แต่ฉันคิดว่าเพราะเรื่องเล็กๆนี่ล่ะ ที่จะช่วยให้พวกเราสานคงามสัมพันธ์ซึ่งกันและกันได้”
เชอรี่ฟังแล้วก็เดินออกไปเล็กน้อยและคิดกับตัวเอง “สนิทสนมมากขึ้นอีก...”
“ใช่ ถูกแล้วล่ะ”
“อ๊ะ รู้แล้ว! จากนี้ฉันจะเรียกคุณว่า โคลเอ้ ค่ะ! ฮิๆ.... สวัสดีจ๊ะ โคลเอ้!”
โคลเอ้ทำท่าอายก่อนแย้งเธอ “นี่มันสนิทไปแล้วนะ!”
เชอรี่ถอยหลังไปหน่อยแล้วเอียงตัวเรียกต่อไป “โคลเอ้! โคลเอ้! โคลเอ้!” ยิ่งเรียกก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายเขิน จนในที่สุดทั้งสองคนก็หัวเราะออกมา
โคลเอ้เดินมายืนตรงข้างหน้าเธอแล้วกล่าว “ฉันจะไม่มีทางยอมแพ้ที่จะได้ยืนเคียงข้างคูลริดจ์หรอกนะ ฉันจะบอกกับเธอแบบนั้นในตอนนี้”
เชอรี่ก็ทำความเคารพตามแบบฉบับของเผ่าวารี “รับทราบแล้วค่ะ”
“พวกเราจะไปที่โรงพยาบาลกันเลยไหมคะ? คนอื่นๆคงจะไปที่นั่นกันแล้ว”
“เธอไม่อยากจะรอคูลริดจ์เหรอ?”
“ก็คนขี้เซาแบบนั้นน่ะคงต้องให้ดูแลตัวเองแล้วล่ะ ไปกันกันเถอะจ้ะ โคลเอ้!” เธอยื่นมือไปหาอีกฝ่าย
“...ตกลง” เธอยืนมือไปจับกันแล้วเดินออกไป
หลังจากนั้นไม่รู้นานเท่าไหร่ คูลริดจ์ก็มาถึงลานน้ำพุที่ว่างเปล่า
“เชอรี่?” เขามองไปรอบๆ “พวกเขาไปโดยไม่รอชั้น....”
สายลมพัดวู้วมาขณะเขารู้สึกว่ามันแปลกๆ เขารีบเดินออกไปหาทุกคนที่โรงพยาบาล

--------มือบอนโดย Next Farecery @ 9 Mar, 2007, 10:51 pm----------

  • Posts : 363
  • G. : 29470

October 1st, 2006 02:32PM, Nallu said,

 

จบบทโคลเอ้แล้ว....
โอ้...เชอรี่ ตบไปสุดแรงเลยสินะ lol....
บทตอนเรียกโคลเอ้ก็เปลี่ยนจาก jp ไปหน่อยแฮะ *-*

  • Posts : 159
  • G. : 8926

October 1st, 2006 07:55PM, MaNiAs said,

 

โอ้ จบแย้ว อยากให้โคลเอ้กะเซเนลคู่กันจิงๆ :laugh:
แต่ม่ายด้าย โคลเอ้จังต้องคู่กะช้าน วะ5555 :rolllol:

ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านค่า :thumbup:

ปล.โคลเอ้จังจ๋า ช้านร้ากกกกเทอ :love:

โอ้ว ในที่สุดก็มีบล็อคของตัวเองซะที เย้ >x<

[size=3].....จบชีวิต กะ TOA =x=.....[/size]

  • Posts : 27
  • G. : 1209

November 19th, 2007 04:24AM, take said,

 

ไม่ต้องห่วง พระเอกมัน ควบ 2 ไปแล้ว ในตอนจบ หะหะ